การยืนยันตัวตนแบบ KYC และ e-KYC เป็นหนึ่งในกระบวนการที่สำคัญของสถาบันการเงิน ธุรกิจประกันภัย บริษัท Fintech หรือแม้แต่แพลตฟอร์ม E-commerce ก็ต้องให้ความสำคัญกับแนวคิด KYC (Know Your Customer) และ e-KYC (Electronic Know Your Customer) เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านการเงิน ปัญหาทางกฎหมาย และการฉ้อโกงในรูปแบบต่าง ๆ
KYC ย่อมาจาก Know Your Customer คือกระบวนการที่ธุรกิจใช้เพื่อยืนยันตัวตนและตรวจสอบข้อมูลของลูกค้า ก่อนอนุญาตเข้าถึงบริการหรือธุรกรรมต่าง ๆ จุดประสงค์หลักคือการป้องกันความเสี่ยงด้านการเงิน การฉ้อโกง และการฟอกเงิน รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง
e-KYC คือการพัฒนากระบวนการยืนยันตัวตนจากระบบเดิมที่ใช้เอกสารและการตรวจสอบด้วยคน ไปสู่ระบบดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มความรวดเร็ว แม่นยำ และปลอดภัย โดย Electronic Know Your Customer ช่วยให้ลูกค้าสามารถยืนยันตัวตนได้จากทุกที่ โดยไม่ต้องเดินทางไปที่สาขา
01
การฟอกเงิน เป็นกระบวนการที่ผู้กระทำผิดพยายามนำเงินที่ได้มาจากกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย เช่น ค้ายาเสพติด หรือการพนันออนไลน์ มาผ่านระบบการเงินให้ดูเหมือนได้มาอย่างถูกต้อง หากองค์กรไม่มีมาตรการตรวจสอบที่เข้มงวด อาจเป็นช่องทางฟอกเงินให้กับผู้กระทำความผิด
02
การปลอมแปลงเอกสารและข้อมูลลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง ไปจนถึงเอกสารรับรองต่าง ๆ ธุรกิจที่ไม่มีระบบตรวจสอบที่รัดกุม อาจทำให้กลุ่มมิจฉาชีพใช้ข้อมูลปลอมเพื่อหลอกลวงหรือเข้าถึงบริการทางการเงิน
03
การใช้บัญชีม้าในการทำธุรกรรม เป็นการเปิดบัญชีโดยบุคคลที่ยินยอมให้ใช้ชื่อเพื่อแลกผลตอบแทน จากนั้นจะถูกใช้ในการโอนเงินหลายขั้นตอนเพื่อปกปิดเส้นทางการเงินที่แท้จริง
04
กฎหมายด้าน Anti-Money Laundering (AML) และ Counter Financing of Terrorism (CFT) เป็นมาตรฐานสากลที่ธุรกิจต้องปฏิบัติตาม หากดำเนินการไม่ถูกต้อง อาจต้องโดนโทษปรับ และโดนยึดใบอนุญาตดำเนินกิจการ
ขั้นตอนแรกคือการกรอกข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ อาชีพ ฯลฯ ในกรณี KYC แบบเดิม ต้องกรอกแบบฟอร์มในเอกสารกระดาษหรือไฟล์ PDF ส่วน e-KYC กรอกข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หรือแอปพลิเคชัน
ยื่นเอกสารประกอบเพื่อยืนยันตัวตนและที่อยู่ โดยเอกสารส่วนใหญ่มีดังนี้
KYC เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลด้วยมือ เช่น การตรวจสอบกับฐานข้อมูลของธนาคาร หรือการเช็กเอกสารต้นฉบับ ส่วน e-KYC สามารถเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลจากหลายแหล่งแบบเรียลไทม์ เช่น ฐานข้อมูล กรมการปกครอง หรือบัญชีเฝ้าระวังการก่อการร้าย
ขั้นตอนสุดท้ายคือการอนุมัติการยืนยันตัวตน KYC แบบเดิม มักใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน ส่วน e-KYC กระบวนการนี้รวดเร็วมาก เนื่องจากระบบอัตโนมัติสามารถยืนยันและประเมินความเสี่ยงได้ทันที
กระบวนการตรวจสอบการยืนยันตัวตนของลูกค้าแบบเดิมมักใช้เวลานาน เนื่องจากลูกค้าต้องยื่นเอกสารตัวจริง เช่น บัตรประชาชน หรือเอกสารยืนยันที่อยู่ให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ส่วนการยืนยันตัวตนแบบใหม่จะช่วยลดขั้นตอนเหล่านี้ลงได้มาก แต่ยังมีความท้าทาย เช่น คุณภาพของเอกสารที่ไม่ชัดเจน หรือปัญหาการอ่านข้อมูลผิดพลาดจากระบบที่ใช้
ความผิดพลาดจากการคีย์ข้อมูลมักเกิดขึ้นจากการกรอกข้อมูลด้วยมือ (จากเอกสารเข้าสู่ระบบ) ปัญหานี้สร้างผลกระทบอย่างมากทั้งในเชิงปฏิบัติการและกฎหมาย ส่วน e-KYC ปัญหานี้ถูกลดลงอย่างมาก เพราะเทคโนโลยี OCR สามารถดึงข้อมูลจากเอกสาร ทำให้ลดความเสี่ยงจากการคีย์ผิด แต่ต้องตรวจสอบคุณภาพของข้อมูล เพื่อให้มั่นใจว่าระบบดึงข้อมูลได้ถูกต้อง
ข้อมูลลูกค้าที่ใช้ในกระบวนการนี้เป็นข้อมูลสำคัญและมีความละเอียดอ่อน เช่น หมายเลขบัตรประชาชน เลขที่บัญชีธนาคาร หรือเอกสารยืนยันที่อยู่ หากองค์กรไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ ข้อมูลเหล่านี้อาจสร้างความเสียหายที่รุนแรงทั้งต่อลูกค้าและองค์กร
ตัวอย่างการใช้งาน OCR กับการยืนยันตัวตนแบบดั้งเดิม เช่น:
Document Verification เป็นเทคโนโลยีที่ใช้ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารลูกค้า เช่น บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง หรือเอกสารยืนยันที่อยู่ จุดเด่นคือสามารถแยกแยะเอกสารจริงกับเอกสารปลอมได้อย่างรวดเร็ว
Database Checking เป็นเทคโนโลยีที่ใช้เชื่อมต่อกับฐานข้อมูลต่าง ๆ เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเงินซึ่งจำเป็นต้องตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง
Facial Recognition คือเทคโนโลยีจดจำใบหน้าที่ช่วยเปรียบเทียบใบหน้าของลูกค้ากับรูปในบัตรประชาชนหรือฐานข้อมูลกลาง ในขณะที่ Liveness Detection ทำหน้าที่ตรวจสอบว่าผู้ที่ยืนยันตัวตนเป็นบุคคลจริง
เทคโนโลยี OCR (Optical Character Recognition) ถูกนำมาใช้เพื่อดึงข้อมูลจากเอกสารลูกค้าแปลงข้อมูลจากเอกสารที่เป็นภาพหรือสแกน ให้กลายเป็นข้อมูลตัวอักษรที่ระบบสามารถประมวลผลได้ทันที
ประเมินความเสี่ยงด้วย AI เพื่อสร้าง Risk Scoring สำหรับลูกค้าแต่ละราย วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานและการทำธุรกรรมแบบเรียลไทม์
RPA เทคโนโลยีทำงานซ้ำ ๆ แทนมนุษย์ เช่น การดึงข้อมูลจากเอกสาร ตรวจสอบฐานข้อมูล และอัปเดตสถานะลูกค้าในระบบ เป็นต้น
แนวโน้มของธุรกิจทั่วโลกกำลังมุ่งสู่การยืนยันตัวตนแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ โดยใช้ e-KYC เป็นเครื่องมือหลัก เพื่อรองรับพฤติกรรมลูกค้าที่เน้นความสะดวกสบาย ต้องการทำธุรกรรมจากทุกที่ทุกเวลา เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องอย่าง Machine Learning, AI, Facial Recognition, Biometric Matching และ RPA จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้กระบวนการยืนยันตัวตนแม่นยำขึ้น ลดความเสี่ยง และตอบโจทย์ลูกค้ายุคดิจิทัลที่ให้ความสำคัญกับความเร็วและความปลอดภัย