API (Application Programming Interface)

API (Application Programming Interface) คืออะไร?

API หรือเรียกชื่อเต็มว่า Application Programming Interface คือกลไกที่ช่วยให้ระบบต่างๆ สามารถเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องรู้ลึกถึงโครงสร้างภายในของแต่ละระบบ เหมือนกับแอปพลิเคชันหลายตัวบนมือถือสามารถใช้ Google Maps, ระบบจ่ายเงิน หรือคลังสินค้าร่วมกันได้ ทั้งหมดนี้เกิดจากการเรียกใช้ API

โดยเฉพาะเมื่อรวมพลังกับเทคโนโลยี RPA (Robotic Process Automation) ซึ่งเน้นการทำงานแบบอัตโนมัติ Application Programming Interface จะเข้ามาเสริมให้ RPA ทำงานได้เร็วกว่าเดิม ไม่ต้องพึ่งพาหน้าจอเหมือนเดิม แต่เข้าถึงข้อมูลจากระบบโดยตรง

สารบัญ
API ทำงานอย่างไร

API ทำงานอย่างไร

การทำงานอาจเปรียบเทียบให้เข้าใจง่ายๆ ว่าสมมุติคุณอยู่ในฝ่ายขาย และต้องการข้อมูลยอดชำระเงินจากฝ่ายบัญชี คุณไม่สามารถเข้าไปเปิดเอกสารของฝ่ายบัญชีได้เอง เพราะมีขั้นตอนและข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัย คุณจึงเขียนคำขอลงในฟอร์ม แล้วส่งให้พนักงานธุรการ พนักงานธุรการจะนำคำขอนั้นไปที่ฝ่ายบัญชี ตรวจสอบว่าใครร้องขอ ขอข้อมูลอะไร แล้วจึงดึงข้อมูลที่ถูกต้องและอนุญาตให้เปิดเผยได้กลับมาให้คุณ

  • คุณคือระบบหรือผู้ใช้งานที่ร้องขอข้อมูล
  • พนักงานธุรการคือ API
  • ฝ่ายบัญชีคือระบบหรือฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลอยู่จริง

API ทำหน้าที่เหมือนพนักงานธุรการ คือรับคำขอ ตรวจสอบความถูกต้อง ติดต่อกับระบบเป้าหมาย และนำผลลัพธ์กลับมาให้

ทำไมถึงต้องใช้ Application Programming Interface

  1. เชื่อมต่อข้อมูลกับระบบต่างๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ – ไม่ว่าจะเป็นระบบบัญชี ระบบ ERP หรือ แพลตฟอร์ม E-Commerce
  2. ลดต้นทุนและลดเวลาในการพัฒนาระบบใหม่ – ใช้ความสามารถจากระบบเดิมที่มีอยู่แล้วได้ทันที เช่น เชื่อมต่อระบบขนส่งหรือช่องทางชำระเงิน
  3. รองรับการทำงานแบบเรียลไทม์ – เช่น อัปเดตสถานะสินค้า ตรวจสอบยอดสต๊อก หรือแจ้งเตือนแบบทันที
  4. เสริมความปลอดภัย – ด้วยระบบยืนยันตัวตนและสิทธิ์ในการเข้าถึง จึงสามารถควบคุมข้อมูลได้ดี ลดความเสี่ยงในการเปิดเผยข้อมูลสำคัญ
  5. เพิ่มความแม่นยำ ลดข้อผิดพลาด – ช่วยลดการพึ่งพาการกรอกข้อมูลด้วยมือ ทำให้การทำงานแม่นยำมากขึ้น
ทำไมถึงต้องใช้ Application Programming Interface

ประเภทของ API

สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลักๆ ได้แก่ Open, Partner, Internal และ Composite โดยแต่ละประเภทมีจุดเด่นและขอบเขตการใช้งานที่แตกต่างกัน การเลือกใช้ให้เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสำคัญ

Open API

บางท่านเรียกว่า Public API เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าถึงและใช้งานได้โดยไม่มีข้อจำกัดมากนัก เพียงแต่ต้องลงทะเบียนหรือรับ Key เพื่อยืนยันตัวตน เช่น ระบบแผนที่ ระบบชำระเงิน หรือข้อมูลข่าสาร และนำไปต่อยอดในแอปพลิเคชันของตัวเองได้

Partner API

จำกัดการเข้าถึงเฉพาะพันธมิตรทางธุรกิจที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ การใช้งานประเภทนี้มักเกิดขึ้นในกรณีที่องค์กรต้องการเชื่อมต่อระบบกับคู่ค้า เช่น ระบบของบริษัทอีคอมเมิร์ซเชื่อมต่อกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์

Internal API

Internal API หรือ Private API ใช้ภายในองค์กรเท่านั้น ไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้าถึง ใช้สำหรับเชื่อมโยงระบบต่างๆ ระหว่างแผนก เช่น ระบบบัญชี กับระบบคลังสินค้า ข้อดี คือส่งเสริมการทำงานร่วมกันภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ

Composite API

รวมการเรียกใช้งานหลายๆ ฟังก์ชันไว้ในคำขอเดียว เหมาะสำหรับกรณีที่ต้องการดึงข้อมูลจากหลายแหล่งพร้อมกัน หรือประมวลผลหลายขั้นตอนในคำสั่งเดียว เช่น การสร้างใบสั่งซื้อที่ต้องเชื่อมข้อมูลลูกค้า สินค้า และระบบคลังในคำขอเดียวกัน

องค์ประกอบเบื้องหลัง API

องค์ประกอบของ API

อาจจะดูเหมือนแค่ส่งคำขอแล้วรับข้อมูลกลับมา แต่จริงๆแล้วมีองค์ประกอบเบื้องหลังหลายอย่างที่ทำให้การสื่อสารระหว่างระบบเป็นไปอย่างราบรื่น และปลอดภัย การเข้าใจโครงสร้างแต่ละส่วนจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะองค์กรต้องการพัฒนา เชื่อมต่อ หรือวางนโยบายใช้งานอย่างเป็นระบบ

Endpoint

Endpoint คือตำแหน่งปลายทางที่ใช้ในการเข้าถึงข้อมูล Endpoint จะเป็นตัวกำหนดว่าจะเข้าถึงข้อมูลอะไร และจากที่ไหน ซึ่งมักจะประกอบอยู่ใน URL ของ Application Programming Interface ตัวอย่างเช่น api.kspasiafin.com/customers ในตัวอย่างนี้ customers คือ endpoint ที่เรียกใช้ข้อมูลลูกค้า

Method

Method หรือเรียกว่า HTTP Verb คือวิธีที่ใช้กับแต่ละ endpoint เพื่อระบุว่าเราต้องการทำอะไรกับข้อมูลนั้น ตัวอย่างเช่น หากต้องการดูข้อมูลลูกค้าใช้ GET แต่ถ้าต้องการสร้างข้อมูลลูกค้าใหม่ใช้ POST

Headers

Headers คือข้อมูลเสริมที่แนบมากับคำขอ เพื่อให้ระบบปลายทางเข้าใจบริบทของการเรียกใช้งาน ทำหน้าที่เหมือนซองจดหมายที่บอกว่าข้างในมีอะไรและใครส่งมา ช่วยจัดการคำขอได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

Body

Body หรือ Payload คือเนื้อหาหลักของคำขอที่ส่งเข้า Application Programming Interface โดยในเฉพาะคำสั่งที่เกี่ยวข้องกับการส่งข้อมูลเข้าไป เช่น POST หรือ PUT ซึ่งจะใช้ส่งข้อมูลในรูปแบบ JSON หรือ XML

Response

Response คือผลลัพธ์ที่ Application Programming Interface ส่งกลับมาหลังจากประมวลผลคำขอเรียบร้อยแล้ว ตัวอย่างเช่น หากร้องขอข้อมูลลูกค้า ระบบอาจส่งกลับมาเป็น JSON เป็นการยืนยันว่า API ทำงานตามที่ร้องขอหรือไม่ และส่งผลลัพธ์ที่ใช้งานต่อได้ทันที

Authentication

Authentication คือกลไกในการพิสูจน์ตัวตนของผู้ใช้งาน เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่ส่งคำขอนั้นมีสิทธิ์เข้าถึงบริการจริง โดยรูปแบบที่นิยมได้แก่ API Key, OAuth 2.0 หรือ JSON Web Token เป็นต้น

Rate Limit

Rate Limit คือข้อจำกัดจำนวนครั้งในการเรียกใช้งานภายในระยะเวลาที่กำหนด เช่น ไม่เกิน 1000 ครั้งต่อวัน เพื่อป้องกันการใช้ทรัพยากรเกินขอบเขต หรือป้องกันการโจมตีจากระบบภายนอก

ข้อควรระวังในการใช้งาน Application Programming Interface

  1. ความปลอดภัยของข้อมูล: ต้องแน่ใจว่ามีการยืนยันตัวตนและการเข้ารหัสอย่างเหมาะสม
  2. การจัดการสิทธิ์: ควรจำกัดการเข้าถึงตามบทบาทของผู้ใช้งาน
  3. การจัดการ Error: ควรส่งข้อความแสดงข้อผิดพลาดที่ชัดเจนและสามารถนำไปแก้ไขได้
  4. การเปลี่ยนแปลงเวอร์ชัน: ควรมีการจัดการเวอร์ชันของ Application Programming Interface เช่น v1, v2 เพื่อให้อัปเกรดระบบได้โดยไม่กระทบผู้ใช้งานเดิม
  5. การตรวจสอบและบันทึกการใช้งาน: ควรมีระบบบันทึกการเรียกใช้งานเพื่อวิเคราะห์ปัญหา หรือตรวจสอบย้อนหลัง
  6. ความเสถียรของ API ภายนอก: ต้องวางแผนสำรองในกรณีที่ระบบนั้นหยุดทำงานหรือการเปลี่ยนนโยบาย
ข้อควรระวังในการใช้งาน Application Programming Interface

การเชื่อมต่อให้ระบบทำงานอัตโนมัติ

การนำ API เข้ามาผสานกับ RPA คือการยกระดับการทำงานอัตโนมัติจากระดับจำลองการใช้งานของมนุษย์ไปสู่การสื่อสารตรงกับระบบหลังบ้าน

ประโยชน์ของการเชื่อมต่ออัตโนมัติ

ประโยชน์ของการเชื่อมต่ออัตโนมัติ

  • การส่งข้อมูลสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอโหลดหน้าจอหรือจำลองการคลิกเหมือนบอท
  • แม้ว่าหน้าเว็บจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่ Application Programming Interface ยังคงใช้งานได้ตามปกติ และโครงสร้างข้อมูลต้องคงเดิม
  • รองรับมาตรการด้านความปลอดภัย เช่น การยืนยันตัวตนแบบเข้ารหัส ช่วยให้การส่งข้อมูลสำคัญเช่น ข้อมูลลูกค้า หรือการเงินปลอดภัยยิ่งขึ้น
  • ช่วยให้สามารถเข้าถึงข้อมูลแบบมีโครงสร้าง เช่น JSON หรือ XML ซึ่งอ่านและจัดเก็บได้ง่ายกว่าการดึงข้อมูลจากหน้าจอ
  • ลดภาระเครื่องที่รันบอท ไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าจอหรือจำลองการใช้งานเหมือนเดิม

ตัวอย่างการใช้งาน API ในระบบ RPA

  • ระบบบัญชี RPA ดึงข้อมูลใบแจ้งหนี้จากอีเมล แล้วใช้ API ส่งข้อมูลไปยังระบบบัญชี โดยไม่ต้องกรอกผ่านหน้าจอ
  • ระบบคลังสินค้า เมื่อมีคำสั่งซื้อใหม่ RPA จะดึงข้อมูลจากระบบขาย แล้วส่งผ่าน API เพื่ออัปเดตสต๊อกในระบบคลัง
  • ระบบ RPA ตรวจสอบวันลาในปฏิทิน แล้วใช้ API บันทึกวันลาเข้าไปในระบบเงินเดือน
  • งานธนาคารดึงข้อมูลยอดค้างชำระจากระบบหลัก แล้วใช้ API ส่งข้อมูลไปยังระบบส่งข้อความแจ้งเตือนลูกค้า

ตัวอย่างการใช้งานทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น เช่น การดึงข้อมูลใบแจ้งหนี้ อัปเดตสต๊อกสินค้า หรือจัดการวันลา จะสามารถทำงานได้อย่างครบถ้วนภายในระบบของ OrangeWorkforce RPA โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อมต่อ API เพิ่มเติม เนื่องจากระบบมีความสามารถในการควบคุมหน้าจอ และดำเนินกระบวนการต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม

ตัวอย่างการใช้งาน API ในระบบ RPA

อย่างไรก็ตาม ระบบของ OrangeWorkforce ยัง รองรับการเชื่อมต่อและทำงานร่วมกับ API ได้อย่างเต็มรูปแบบ สำหรับกรณีที่ต้องการเข้าถึงระบบหลังบ้านโดยตรง หรือต้องการเพิ่มประสิทธิภาพให้สูงยิ่งขึ้นในบางกรณี เช่น การเชื่อมกับระบบภายนอกที่ไม่มี UI หรือระบบที่ให้เฉพาะ API เข้าเท่านั้น

Facebook
LinkedIn
x.com