การประเมินความเสี่ยงมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความพร้อมให้กับองค์กรในการป้องกันหรือรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และยังช่วยตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ โดยการประเมินที่ดีควรเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่ทำเฉพาะในช่วงวิกฤตหรือเมื่อเกิดปัญหาเท่านั้น องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ความเข้าใจพื้นฐานความเสี่ยง การตั้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการประเมิน และการประยุกต์ใช้เครื่องมือหรือแนวทางที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่แม่นยำและจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ
Risk assessment คือกระบวนการที่องค์กรใช้ในการวิเคราะห์ว่า มีปัจจัยใดบ้างที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเป้าหมายขององค์กร และปัจจัยเหล่านั้นมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด หากเกิดขึ้นจริงจะสร้างผลกระทบในระดับไหน กระบวนการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการป้องกันปัญหา แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารความไม่แน่นอนได้อย่างมีระบบ
ความเสี่ยง (Risk) หมายถึง ความไม่แน่นอนที่อาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบในเชิงลบ เช่น ความเสียหาย การหยุดชะงัก หรือการสูญเสียทางการเงิน หรือในบางกรณีอาจรวมถึงผลเชิงบวก โอกาสทางธุรกิจที่คาดไม่ถึง
ความเสี่ยงสามารถจำแนกออกได้หลายประเภทตามลักษณะและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยทั่วไปแล้ว ความเสี่ยงในองค์กรสามารถจำแนกได้เป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ความเสี่ยงทางการเงิน ความเสี่ยงด้านบุคลากร ความเสี่ยงจากระบบและเทคโนโลยี ความเสี่ยงด้านกฎหมายและข้อกำหนด และความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์
ความเสี่ยงทางการเงินเป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกระแสเงินสด สภาพคล่อง การระดมทุน การลงทุน และการบริหารต้นทุน หากไม่สามารถควบคุมได้อย่างเหมาะสมอาจทำให้องค์กรขาดทุนหรือเกิดวิกฤตสภาพคล่อง การบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจำเป็นต้องอาศัยระบบควบคุมภายในที่รัดกุม การประเมินสถานะทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ และการวางแผนทางการเงินที่ยืดหยุ่นเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอก
ความเสี่ยงด้านบุคลากรคือความไม่แน่นอนที่อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานจากพฤติกรรม ความสามารถ หรือการเปลี่ยนแปลงของพนักงานในองค์กร ความเสี่ยงประเภทนี้อาจมาจากการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ การลาออกของพนักงานหลัก ความขัดแย้งภายในองค์กร หรือแม้แต่ภาวะหมดไฟในการทำงาน ความเสี่ยงด้านบุคลากรยังครอบคลุมถึงประเด็นทางจริยธรรม ความหลากหลาย และสุขภาพจิต
ความเสี่ยงจากระบบและเทคโนโลยีมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะสำหรับองค์กรที่พึ่งพาการดำเนินงานผ่านระบบไอที ความเสี่ยงประเภทนี้รวมถึง การล่มของระบบ การถูกโจมตีทางไซเบอร์ การรั่วไหลของข้อมูล ความล้าหลังของเทคโนโลยี หรือการไม่สามารถปรับใช้ระบบใหม่ได้ทันเวลา ความเสี่ยงเหล่านี้อาจทำให้การดำเนินธุรกิจหยุดชะงัก สูญเสียข้อมูลสำคัญ หรือถูกละเมิดความลับทางการค้า
ความเสี่ยงด้านกฎหมายและข้อกำหนดคือความไม่แน่นอนที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจทำให้องค์กรต้องเผชิญกับค่าปรับ การฟ้องร้อง หรือการถูกระงับการดำเนินงาน ตัวอย่างได้แก่ ความเสี่ยงจากการละเมิดกฎหมายแรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม หรือกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ คือความไม่แน่นอนที่อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการขยายตลาด การลงทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร ความเสี่ยงประเภทนี้มักเกิดจากการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ผิดพลาด หรือจากปัจจัยภายนอกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
กระบวนการประเมินความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยการดำเนินงานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การระบุความเสี่ยง การวิเคราะห์ความเสี่ยง การประเมินระดับความรุนแรงและโอกาส การวางแผนการตอบสนอง และการติดตามผลและทบทวน
การระบุความเสี่ยง คือขั้นตอนแรกของกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่มีเป้าหมายเพื่อค้นหาและระบุว่า องค์กรกำลังเผชิญหรืออาจเผชิญกับความเสี่ยงใดบ้าง ทั้งในมุมมองภายในและภายนอก หากระบุความเสี่ยงได้ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง องค์กรจะไม่สามารถวางแผนการจัดการที่เหมาะสมได้
การวิเคราะห์ความเสี่ยง คือกระบวนการที่ใช้ประเมินลักษณะของความเสี่ยงแต่ละรายการ ว่าความเสี่ยงนั้นมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด และหากเกิดขึ้นแล้ว จะส่งผลกระทบต่อองค์กรในระดับไหน
การประเมินระดับความรุนแรงและโอกาส คือการนำข้อมูลจากการวิเคราะห์มาวางบนเกณฑ์ที่องค์กรกำหนด เพื่อจัดระดับความเสี่ยงและตัดสินใจว่าความเสี่ยงใดอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ หรือต้องดำเนินการจัดการโดยเร่งด่วน
การวางแผนการตอบสนองความเสี่ยง มีเป้าหมายเพื่อควบคุมผลกระทบของความเสี่ยงนั้นให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ กลยุทธ์การตอบสนองแบ่งเป็น หลีกเลี่ยงความเสี่ยง, ลดความเสี่ยง, ถ่ายโอนความเสี่ยง และยอมรับความเสี่ยง
ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นการติดตามผลและทบทวน คือขั้นตอนสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ เพื่อประเมินว่ามาตรการที่วางไว้มีประสิทธิผลเพียงใด มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงหรือเกิดความเสี่ยงใหม่หรือไม่
ในบริบทของความเสี่ยง RPA สามารถช่วยงานได้หลายด้าน เช่น การรวบรวมข้อมูลจากหลายระบบ การตรวจจับความผิดปกติในข้อมูลทางการเงิน การสร้างรายงานสรุปผลความเสี่ยง และการแจ้งเตือนเมื่อพบความเสี่ยงตามเกณฑ์ที่กำหนด RPA ยังสามารถทำงานตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่หยุดพัก ทำให้สามารถติดตามสถานการณ์ความเสี่ยงได้แบบเรียลไทม์
RPA มีบทบาทในกระบวนการประเมินความเสี่ยง เช่น การตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง การเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายระบบ และการคัดกรองสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง ช่วยลดภาระงานของทีมบริหารความเสี่ยงและเพิ่มคุณค่าของข้อมูลที่ถูกนำมาใช้ตัดสินใจ
หนึ่งในจุดแข็งของ RPA ที่มีบทบาทสำคัญในการประเมินความเสี่ยง คือความสามารถในการแจ้งเตือนและจัดทำรายงานผลแบบอัตโนมัติและต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถติดตามสถานการณ์ความเสี่ยงได้อย่างใกล้ชิดและตอบสนองได้อย่างทันท่วงที
การรวบรวมข้อมูลที่กระจายอยู่ในหลายระบบ หลายหน่วยงาน ซึ่งต้องใช้เวลาและแรงงานจำนวนมากหากทำด้วยวิธีเดิม แต่ RPA สามารถดำเนินการรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งได้แบบอัตโนมัติ รวดเร็ว และไม่มีข้อผิดพลาดที่อาจเกิดจากพนักงาน
ตัวอย่างต่อไปนี้แสดงให้เห็นว่า RPA สามารถทำหน้าที่แทนงานประเมินเบื้องต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยง ลดภาระของบุคลากร และสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารอย่างตรงจุด
การตรวจสอบเนื้อหาและเงื่อนไขในสัญญาเป็นงานที่ใช้เวลามากและมีความเสี่ยงสูงหากเกิดข้อผิดพลาด RPA สามารถเข้ามาช่วยงานได้ ดังนี้
บริษัทด้านการเงิน เช่น ธนาคาร บริษัทสินเชื่อ หรือ Fintech กระบวนการอนุมัติสินเชื่อต้องอาศัยการประเมินลูกค้าด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ RPA สามารถเข้าไปช่วยในหลายขั้นตอน ดังนี้
ข้อมูลเพิ่มเติม RPA สินเชื่อ