Workflow

Workflow คืออะไร? องค์ประกอบ ประโยชน์ และตัวอย่างเวิร์กโฟลว์ในองค์กร

หนึ่งในแนวทางสำคัญในการดำเนินธุรกิจ คือ Workflow ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการทำงานเป็นระบบมากขึ้น ทำงานได้ต่อเนื่อง ลดความซ้ำซ้อน และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้อย่างชัดเจน หากเข้าใจหลักการอย่างแท้จริง สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับหน่วยงานต่างๆ ในองค์กรได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบัญชี ทรัพยากรบุคคล การตลาด หรือฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ

สารบัญ

Workflow คืออะไร

Workflow คืออะไร

Workflow คือลำดับของขั้นตอนการทำงานที่ถูกกำหนดไว้อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงจุดสิ้นสุด เพื่อให้กระบวนการต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ โดยแต่ละขั้นตอนจะระบุผู้รับผิดชอบ หน้าที่ที่ต้องดำเนินการ เครื่องมือหรือข้อมูลที่ใช้ และเงื่อนไขที่ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนถัดไป

แบ่งออกเป็น 3 ประเภท

สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท ขึ้นอยู่กับลักษณะของการดำเนินงานและการนำเทคโนโลยีมาใช้ แต่โดยทั่วไปแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ Manual, Digital และ Automated

Manual

กระบวนการทำงานที่ดำเนินการด้วยพนักงานทั้งหมด โดยไม่ใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องมืออัตโนมัติเข้ามาช่วยในกระบวนการทำงาน เช่น การเดินเอกสารให้ผู้อนุมัติ หรือการจดบันทึกด้วยมือ ระบบงานนี้อาจจะเหมาะกับงานที่ไม่ซับซ้อนมากนัก แต่มีข้อจำกัดเรื่องความล่าช้า

Digital

การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการขั้นตอนการทำงาน เช่น การใช้ซอฟต์แวร์จัดการงาน หรือการส่งเอกสารผ่านอีเมล แม้ยังมีบางส่วนที่ต้องอาศัยมนุษย์ในการตัดสินใจ แต่ช่วยเพิ่มความรวดเร็วในการสื่อสาร และสามารถติดตามงานได้สะดวกยิ่งขึ้น

Automated

กระบวนการทำงานแบบ Automation โดยกำหนดให้ทำงานแทนมนุษย์ตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้ล่วงหน้า เช่น เมื่อมีการกรอกแบบฟอร์มเข้ามา ระบบจะส่งต่อข้อมูลไปยังผู้อนุมัติทันที โดยไม่ต้องมีพนักงานแจ้งเตือน ช่วยลดงาน เหมาะกับกระบวนการที่มีโครงสร้างการทำงานชัดเจน

องค์ประกอบของ Workflow

การสร้าง Workflow ที่มีประสิทธิภาพ ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจองค์ประกอบหลักของกระบวนการ แบ่งออกได้เป็น 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ขั้นตอน, เงื่อนไขการทำงาน, ผู้รับผิดชอบ, ทรัพากรที่ใช้ และผลลัพธ์ของกระบวนการ

ขั้นตอน

ขั้นตอน คือการกระทำที่ต้องดำเนินการในแต่ละช่วงของกระบวนการ เช่น การกรอกข้อมูล ตรวจสอบ และอนุมัติ ขั้นตอนจะถูกจัดเรียงตามลำดับอย่างมีเหตุผล เพื่อให้การทำงานเป็นระบบและไม่เกิดความสับสน ในแต่ละขั้นตอนควรกำหนดว่า เริ่มต้นเมื่อใด สิ้นสุดเมื่อใด และเป้าหมายคืออะไร ซึ่งขั้นตอนถือเป็นองค์ประกอบหลัก

เงื่อนไขการทำงาน

เงื่อนไขการทำงาน คือ กฎหรือสถานการณ์ที่ใช้กำหนดว่าในแต่ละขั้นตอนการทำงาน จะดำเนินงานต่อไปอย่างไร เช่น หากยอดการสั่งซื้อไม่เกินวงเงินที่กำหนด ระบบจะส่งต่อไปยังขั้นตอนการจัดส่ง แต่หากเกินวงเงินที่กำหนด ต้องรอการอนุมัติจากผู้ที่มีอำนาจก่อน การตั้งเงื่อนไขในการทำงานช่วยให้มีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อสถานการณ์ที่หลากหลายได้

ผู้รับผิดชอบ

ผู้รับผิดชอบ คือบุคคลหรือทีมที่มีหน้าที่ดำเนินการในแต่ละขั้นตอน การระบุผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจนช่วยลดความคลุมเครือในการทำงาน อีกทั้งยังสามารถติดตามความคืบหน้าและประเมินประสิทธิภาพการทำงานของแต่ละบุคคลได้ดียิ่งขึ้น

ทรัพยากรที่ใช้

ทรัพยากรที่ใช้ หมายถึงสิ่งที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานในแต่ละขั้นตอน เช่น เอกสาร ข้อมูล อุปกรณ์ เครื่องมือ หรือเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง การระบุทรัพยากรอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น ช่วยให้องค์กรสามารถเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ป้องกันความล่าช้าที่อาจเกิดขึ้น

ผลลัพธ์ของกระบวนการ

ผลลัพธ์ของกระบวนการ คือสิ่งที่ได้จากการดำเนินงานอย่างสมบูรณ์ เช่น เอกสารอนุมัติ รายงานสรุป หรือคำสั่งผลิต การกำหนดผลลัพธ์ให้ชัดเจนในแต่ละขั้นตอนจะช่วยให้สามารถประเมินได้ว่างานไปถึงเป้าหมายหรือไม่ ผลลัพธ์ที่ดีควรสามารถวัดได้ และมีรูปแบบที่ตรวจสอบได้

ประโยชน์ของการใช้ Workflow

ประโยชน์ของการใช้ Workflow

  • ช่วยจัดลำดับขั้นตอนการทำงานอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทราบถึงหน้าที่ และลำดับการดำเนินงาน
  • การมีขั้นตอนที่ชัดเจนช่วยป้องกันปัญหาการลืมหรือการข้ามขั้นตอนที่สำคัญ
  • ผู้บริหารหรือหัวหน้างานสามารถตรวจสอบสถานะของงานในแต่ละขั้นตอนได้ง่าย
  • การกำหนดขั้นตอนล่วงหน้า ช่วยลดเวลาที่ใช้ในการสื่อสาร และจัดการเวลาที่ใช้ไปกับขั้นตอนซ้ำซ้อน
  • การมีขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจนช่วยให้การทำงานหลายฝ่ายสามารถดำเนินไปอย่างราบรื่น

เครื่องมือการสร้างเวิร์กโฟลว์ยอดนิยม

แนะนำแพลตฟอร์มหรือเทคโนโลยีที่องค์กรสามารถใช้งานเพื่อสร้างและจัดการเวิร์กโฟลว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เครื่องมือ Trello

เหมาะสำหรับการจัดการงานและกระบวนการทำงานแบบง่าย ใช้ระบบบอร์ดหรือการ์ดเพื่อแสดงสถานะของงานในแต่ละขั้นตอน Trello เหมาะสำหรับทีมขนาดเล็กหรือขนาดกลาง

เครื่องมือ Asana

เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการติดตามงาน โครงการ และขั้นตอนการทำงานที่มีโครงสร้างมากขึ้น มีฟีเจอร์กำหนดเวลา ผู้รับผิดชอบ และการแจ้งเตือนอัตโนมัติ

เครื่องมือ Monday.com

เป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการงานที่ยืดหยุ่น สามารถปรับแต่งกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับลักษณะของแต่ละทีม

เครื่องมือการสร้าง Workflow ยอดนิยม

ตัวอย่างการใช้งานเวิร์กโฟลว์ในองค์กร

ยกตัวอย่างการใช้งานเวิร์กโฟลว์ใน 4 แผนกหลักขององค์กร ได้แก่ ฝ่ายบัญชีและการเงิน ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ฝ่ายการตลาด และฝ่ายไอที ซึ่งแต่ละฝ่ายมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างกันและมีรูปแบบที่แตกต่างกันดังนี้

ตัวอย่างฝ่ายบัญชีและการเงิน

งานในฝ่ายบัญชีและการเงินประกอบด้วยหลายขั้นตอนที่ต้องดำเนินงานอย่างเป็นระบบ และตรวจสอบได้ ทั้งการบันทึกรายการ การตรวจสอบเอกสารประกอบ และการอนุมัติ

ตัวอย่างกระบวนการจัดการบัญชีรายรับรายจ่าย

  1. พนักงานกรอกข้อมูลรายรับหรือรายจ่ายลงในระบบ
  2. แนบเอกสารประกอบ เช่น ใบเสร็จหรือใบแจ้งหนี้
  3. ส่งต่อให้หัวหน้าแผนกตรวจสอบความถูกต้อง
  4. หลังจากผ่านการตรวจสอบแล้ว ระบบจะต่อให้ฝ่ายบัญชีบันทึกรายการ
  5. รายการที่บันทึกแล้วจะถูกสรุปเพื่อตรวจสอบโดยผู้จัดการการเงิน
  6. ระบบสามารถสร้างรายงานอัตโนมัติให้ผู้บริหารได้

การวางบิลและติดตามการชำระเงิน

  1. พนักงานขายหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องกรอกข้อมูลการวางบิล
  2. แนบใบส่งของหรือใบสั่งซื้อ
  3. ระบบส่งข้อมูลให้กับฝ่ายบัญชีออกใบแจ้งหนี้
  4. ใบแจ้งหนี้ส่งให้กับลูกค้าอัตโนมัติ พร้อมบันทึกวันที่ครบกำหนด
  5. ระบบติดตามสถานะการชำระเงิน และแจ้งเตือนหากเลยกำหนด
  6. เมื่อลูกค้าชำระเงิน ระบบทำการอัปเดตสถานะการชำระเงินอัตโนมัติ

ตัวอย่างเวิร์กโฟลว์ของฝ่ายบุคคล

ฝ่ายทรัพยากรบุคคลเป็นอีกหน่วยงานที่สามารถนำเวิร์กโฟลว์มาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีงานที่เป็นขั้นตอนชัดเจน เช่น การรับสมัคร การอนุมัติสิทธิ์ต่างๆ และการจัดการเอกสารพนักงาน

เวิร์กโฟลว์ในฝ่ายบุคคล

กระบวนการรับพนักงานใหม่

  1. ฝ่ายบุคคลแจ้งข้อมูลพนักงานใหม่ในระบบ
  2. ระบบแจ้งเตือนไปยังแผนกที่เกี่ยวข้อง เช่น แจ้งเตือนไปยังแผนกไอที เพื่อเตรียมโน๊ตบุ๊ค
  3. ผู้จัดการฝ่ายกำหนดแผนการอบรม หรือมอบหมายพี่เลี้ยง
  4. พนักงานใหม่ได้รับอีเมลต้อนรับ พร้อมข้อมูลสำคัญ เช่น แบบฟอร์ม หรือข้อบังคับบริษัท
  5. ประเมินผลช่วงทดลองงาน โดยมีแบบฟอร์มประเมินในระบบ

การอนุมัติการลางาน

  1. พนักงานกรอกแบบฟอร์มลางานในระบบ
  2. ส่งคำขอลาไปยังหัวหน้างานเพื่อพิจารณา
  3. หากอนุมัติระบบจะอัปเดตข้อมูลในระบบ แต่ถ้าไม่อนุมัติจะมีการแจ้งกลับพร้อมเหตุผล
  4. ข้อมูลการลาจะถูกจัดเก็บในประวัติพนักงานอย่างเป็นระบบ

การใช้งานกับฝ่ายการตลาด

ตัวอย่างการผลิตคอนเทนต์ของฝ่ายการตลาด

  1. ทีมการตลาดกำหนดหัวข้อและเป้าหมายของเนื้อหา
  2. มอบหมายงานเขียนให้กับผู้รับผิดชอบ
  3. หัวหน้าฝ่ายตรวจสอบเนื้อหา
  4. ส่งต่อให้กับฝ่ายออกแบบหรือฝ่ายตัดต่อวีดีโอ
  5. ส่งเนื้อหาพร้อมรูปภาพหรือวีดีโอที่ผ่านการตรวจสอบแล้วให้กับผู้บริหาร
  6. เผยแพร่เนื้อหาผ่านช่องทางที่กำหนด พร้อมติดตามผล

เวิร์กโฟลว์ฝ่ายไอที

ตัวอย่างกระบวนการแจ้งและจัดการปัญหาทางเทคนิค

  1. ผู้ใช้งานแจ้งผ่านระบบ Service Desk
  2. ระบบออกหมายเลข Ticket และจัดลำดับความสำคัญของปัญหา
  3. เจ้าหน้าที่ไอทีรับงานและเริ่มตรวจสอบ
  4. หากแก้ไขได้ทันที จะอัปเดตสถานะและปิดงาน
  5. หากต้องส่งต่อทีมเฉพาะทาง ระบบจะโอน Ticket อัตโนมัติ
  6. ปัญหาแต่ละรายการจะถูกจัดเก็บไว้เป็นข้อมูลอ้างอิงในอนาคต

RPA กับ Workflow

การทำงานร่วมกันระหว่าง RPA กับ Workflow ช่วยเสริมศักยภาพของกระบวนการธุรกิจ เมื่อเวิร์กโฟลว์ทำงานอย่างเป็นระบบ องค์กรสามารถนำ Robotic Process Automation เข้ามาเสริมในบางขั้นตอนที่มีลักษณะซ้ำๆ และไม่ต้องตัดสินใจ เพื่อเพิ่มความเร็ว ลดภาระงาน และลดความผิดพลาด

ตัวอย่างฝ่ายบัญชีใช้ RPA

  • โฟลว์การทำงาน: สร้างใบแจ้งหนี้ – ส่งให้ลูกค้า – รอการชำระเงิน – บันทึกยอดรับเงิน
  • RPA: ดาวน์โหลดรายงานธุรกรรมจากธนาคาร และเปรียบเทียบยอดชำระกับใบแจ้งหนี้อัตโนมัติ
  • ตัวอย่าง RPA

ตัวอย่างฝ่ายจัดซื้อใช้ RPA

  • ขั้นตอนการทำงาน: ขออนุมัติจัดซื้อ – ตรวจสอบงบประมาณ – เปรียบเทียบราคา – อนุมัติการสั่งซื้อ
  • RPA: ดึงราคาจากเว็บไซต์ของผู้ขาย และสร้างใบเสนอราคาอัตโนมัติ พร้อมทั้งบันทึกคำสั่งซื้อในระบบ ERP

ตัวอย่างฝ่ายบริการลูกค้าใช้ RPA

  • โฟลว์การทำงาน: รับคำร้องจากลูกค้า – วิเคราะห์ปัญหา – ส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญ – ปิดงาน
  • RPA: วิเคราะห์อีเมลที่ได้รับจากลูกค้าและจัดหมวดหมู่อัตโนมัติ พร้อมทั้งสร้าง Ticket ในระบบ Helpdesk
Facebook
LinkedIn
x.com