AI Workflow Automation หรือส่วนใหญ่เรียกว่า AI Automation คือการผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับกระบวนการทำงานอัตโนมัติ (Workflow Automation) เพื่อให้ระบบสามารถจัดการขั้นตอนการทำงานได้โดยอัตโนมัติและชาญฉลาดมากขึ้น ไม่ใช่แค่ทำงานตามลำดับเหมือนระบบ Automation ทั่วไป แต่ยัง วิเคราะห์ ตัดสินใจ และปรับตัวตามข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงได้เอง ตัวอย่างเช่น การใช้ AI วิเคราะห์เนื้อหาอีเมลเพื่อตัดสินว่าเรื่องไหนควรส่งให้ใคร หรือการใช้ AI ประเมินความสำคัญของลูกค้าแล้วเลือก Workflow ที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ
การเลือกเครื่องมือ Workflow Automation ที่เหมาะสมกับธุรกิจหรือทีมงานของคุณเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานอัตโนมัติเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ เครื่องมือแต่ละประเภทมีจุดเด่น จุดด้อย และข้อจำกัดที่ต่างกัน การเลือกจึงควรอิงจากลักษณะงาน ความสามารถของทีม และงบประมาณที่มี โดยทั่วไปเครื่องมือ Workflow Automation แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก
เครื่องมือ Workflow Automation แบบ No-code คือเครื่องมือที่ออกแบบมาให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถสร้าง Workflow ได้โดยไม่ต้องมีทักษะด้านการเขียนโปรแกรม มักใช้ระบบลากวาง หรือหน้าตา UI ที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้
เครื่องมือ Workflow Automation แบบ Open Source คือเครื่องมือที่เปิดให้ผู้ใช้งานเข้าถึงและแก้ไขซอร์สโค้ดได้อย่างอิสระ มักเหมาะสำหรับผู้มีความรู้ด้านเทคนิค หรือทีมที่ต้องการควบคุมระบบได้มากกว่าการใช้งานแบบสำเร็จรูป
ปัจจุบันมีเครื่องมือยอดนิยมหลายตัวที่สามารถเชื่อมต่อกับ AI Service เช่น OpenAI หรือ Google AI ได้อย่างง่ายดาย ทางเราแนะนำ 3 เครื่องมือที่ได้รับความนิยมสูงสุด
n8n อ่านว่า เอนเอดท์เอน เป็นเครื่องมือ Workflow Automation แบบ Open Source ที่ได้รับความนิยมมากในสาย Dev จุดเด่นคือสามารถเขียน logic ซับซ้อนได้ และเชื่อมต่อกับ AI ได้อย่างยืดหยุ่น เช่น เชื่อมต่อกับ OpenAI API, Hugging Face, และโมเดล AI อื่นๆ ได้โดยตรง หรือเขียน JavaScript ใน Node ต่างๆ เพื่อประมวลผลข้อมูลด้วย AI
Make.com ชื่อเดิมคือ Integromat เป็นเครื่องมือ Workflow Automation แบบการใช้งานผ่านการลากและวางที่ใช้งานง่าย แต่รองรับการทำงานที่ซับซ้อนมาก จุดเด่นคือความสามารถในการจัดการข้อมูล และการสร้าง Logic ที่ยืดหยุ่น มีโมดูลที่เชื่อมกับ OpenAI, Google AI, DeepL ฯลฯ โดยตรงและสามารถสร้างเงื่อนไขซับซ้อน เช่น ถ้า AI วิเคราะห์แล้วพบว่าแนวโน้มของความรู้สึกที่แสดงอยู่ในข้อความนั้นเป็นลบจะส่งอีเมลแจ้งทีม Support
Zapier เป็นเครื่องมือแบบ No-code ที่ได้รับความนิยมสูงสุดในตลาด เพราะใช้งานง่าย เชื่อมต่อกับแอปมากกว่า 6,000 รายการ และเหมาะกับทีมที่ไม่ใช่สายเทคนิค สามารถใช้ AI วิเคราะห์ข้อความจากอีเมล, ฟอร์ม, หรือ Google Sheets ได้ อีกทั้งยังมีเทมเพลตเวิร์กโฟลว์สำเร็จรูปสำหรับเชื่อม ChatGPT (OpenAI) ได้ทันที
สรุปได้ว่าโปรแกรมอัตโนมัติ RPA ทำได้เหนือกว่า Workflow Automation เพราะ Workflow Automation ทำงานต่อเมื่อมีเว็บหรือแอพเท่านั้น ไม่สามารถสั่งงานให้ดำเนินการบนเครื่องได้
สามารถใช้ร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพในหลายกรณี เช่น
| Workflow Automation | RPA | |
|---|---|---|
| ทำงานผ่านอะไร | API ของเว็บและแอป | หน้าจอเครื่อง เหมือนคนใช้งานจริง |
| ต้องการ API ใหม่ | ต้องมี | ไม่ต้อง |
| ใช้กับระบบเก่าที่ไม่มี API | ไม่ได้ | ได้ |
| จัดการไฟล์ในเครื่อง | ไม่ได้ | เปิด อ่าน บันทึกไฟล์ในเครื่องได้ |
| เวลาที่ใช้เริ่มต้น | เร็ว ต่อ API แล้วใช้ได้เลย | ต้องวางขั้นตอนตามหน้าจอจริงก่อน |
| เหมาะกับงาน | เชื่อมแอปคลาวด์เข้าด้วยกัน | งานในโปรแกรม ERP โปรแกรมบัญชี ระบบ Legacy |
| ตัวอย่าง | ฟอร์มใหม่ → Google Sheet → แจ้ง Slack | เปิด Excel → คีย์เข้า ERP → กด Submit |
ทั้งสองเทคโนโลยีทำงานคนละจุด Workflow Automation แข็งแรงเรื่องการเชื่อมแอปที่มี API เข้าด้วยกัน ส่วน RPA ลงไปทำงานได้ถึงระดับหน้าจอเครื่อง จึงใช้กับ
โปรแกรมบัญชี ระบบ ERP และระบบเดิมที่ไม่เปิด API ได้ องค์กรส่วนใหญ่จึงใช้ทั้งคู่ร่วมกัน โดยให้ RPA จัดการขั้นตอนที่ติดระบบเก่า แล้วส่งผลลัพธ์ต่อให้
Workflow Automation กระจายไปยังระบบอื่น
AI Automation คือ การนำปัญญาประดิษฐ์มาผสานเข้ากับกระบวนการทำงานอัตโนมัติ เพื่อให้ระบบวิเคราะห์ ตัดสินใจ และปรับตัวตามข้อมูลที่เปลี่ยนไปได้เอง
ไม่ใช่แค่ทำตามลำดับขั้นตอนที่ตั้งไว้ บางครั้งเรียกเต็ม ๆ ว่า AI Workflow Automation ตัวอย่างเช่น ระบบที่อ่านเนื้อหาอีเมลแล้วตัดสินเองว่าควรส่งต่อ
ให้แผนกไหน หรือประเมินความสำคัญของลูกค้าแล้วเลือกขั้นตอนที่เหมาะสมโดยอัตโนมัติ
AI Automation เน้นความสามารถในการคิดและตัดสินใจจากข้อมูล ส่วน RPA เน้นการลงมือทำงานแทนคนบนหน้าจอเครื่อง เช่น เปิดไฟล์ คัดลอกข้อมูล และกรอกเข้าระบบ จุดต่างที่สำคัญคือ RPA ทำงานกับโปรแกรมที่ไม่มี API ได้ ขณะที่ AI Automation ส่วนใหญ่ต้องเชื่อมผ่าน API ในทางปฏิบัติองค์กรมักใช้ทั้งคู่ร่วมกัน โดยให้ AI ตัดสินใจ แล้วให้ RPA ลงมือทำตามผลนั้น
ในยุคปัจจุบันธุรกิจต้องแข่งขันกับเวลาและข้อมูลจำนวนมหาศาล การทำงานแบบเดิมต้องอาศัยแรงงานคนเป็นหลัก ทำให้เสียทั้งเวลา ค่าแรง และโอกาสทางธุรกิจ แต่ตอนนี้มี AI Workflow Automation ช่วยให้องค์กรสามารถเปลี่ยนงานที่ต้องทำซ้ำ ๆ ให้เป็นการทำงานอัตโนมัติได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ผิดพลาด นอกจากนี้ AI ยังช่วยวิเคราะห์ข้อมูลได้ ช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้เร็วขึ้นและลดงานที่ไม่จำเป็น
ระบบ Automation แบบเดิมจะทำงานตามเงื่อนไขที่ตั้งไว้แบบตายตัว เช่น กดปุ่มแล้วสั่งงาน หรือระบบคำนวณตามสูตร แต่ AI Automation มีความสามารถในการเรียนรู้ วิเคราะห์ และตัดสินใจเองได้ตามข้อมูลที่ได้รับ เช่น วิเคราะห์ความต้องการลูกค้า คาดการณ์แนวโน้มยอดขาย หรือคัดแยกข้อมูลอัตโนมัติ หรือกล่าวง่าย ๆ คือ Automation แบบเดิมทำตามคำสั่ง ส่วน AI Automation ทำงานอย่างชาญฉลาดเหมือนผู้ช่วยระดับมืออาชีพ ที่เรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาประสิทธิภาพเองได้