Productivity คืออะไร

Productivity คืออะไร?

คำว่า Productivity มักถูกใช้เพื่ออธิบายความสามารถในการสร้างผลงานจากทรัพยากรที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเวลา แรงงาน หรือเงินทุน หลายคนอาจเข้าใจว่าเป็นการทำงานให้มากขึ้น แต่แท้จริงแล้วหมายถึงการทำงานอย่างมีระบบและชาญฉลาด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าในเวลาที่เท่าเดิม การเข้าใจแนวคิดนี้จะช่วยให้มองเห็นโอกาสในการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการปรับขั้นตอนการทำงาน การนำเทคโนโลยีมาใช้ หรือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิผล

ความแตกต่างระหว่าง Productivity, Efficiency และ Effectiveness

คำทั้งสามคำนี้มักถูกนำมาใช้แทนกัน แต่ในความเป็นจริงมีความหมายที่แตกต่างกันและส่งผลต่อการทำงานในมุมที่ไม่เหมือนกัน

ความสามารถในการทำสิ่งต่าง ๆ โดยใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด

Efficiency (ประสิทธิภาพ)

Efficiency คือความสามารถในการทำสิ่งต่าง ๆ โดยใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด เช่น การผลิตสินค้าในปริมาณที่มากขึ้นโดยใช้วัตถุดิบเท่าเดิม หรือการจัดการงาน Routine ที่ประหยัดเวลาได้มากขึ้น

การทำสิ่งที่ถูกต้องและตรงตามวัตถุประสงค์

Effectiveness (ประสิทธิผล)

Effectiveness คือการทำสิ่งที่ถูกต้องและตรงตามวัตถุประสงค์ แม้บางครั้งจะต้องใช้เวลาและทรัพยากรมากกว่า แต่หากงานนั้นสร้างคุณค่าและผลลัพธ์ที่แท้จริง ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ

Efficiency และ Effectiveness ถูกนำมารวมกัน

Productivity

Efficiency และ Effectiveness ถูกนำมารวมกัน จะกลายเป็นการทำงานที่ทั้งคุ้มค่าและตอบโจทย์ คือความหมายแท้จริงของ Productivity การสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าในทุก ๆ มิติ

ปัญหาที่ทำให้ Productivity ขององค์กรลดลง

มีหลายปัจจัยที่ทำให้ความสามารถในการสร้างผลงานลดลง ปัญหาเหล่านี้มักไม่ได้มาจากความสามารถของบุคลากรเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบ วิธีการทำงาน และเครื่องมือที่ใช้สนับสนุน หากไม่ถูกปรับปรุงอย่างจริงจัง ย่อมส่งผลให้เสียเวลา เสียต้นทุน และสูญเสียโอกาสในการแข่งขัน

01

งาน Routine ที่เสียเวลาโดยไม่จำเป็น

งาน Routine ที่ต้องทำซ้ำทุกวัน เช่น การกรอกข้อมูลลงในระบบ การจัดตาราง การส่งรายงาน หรือแม้แต่การตรวจสอบเอกสารพื้นฐาน มักเป็นตัวการสำคัญที่ดึงเวลาไปจากงานเชิงกลยุทธ์

02

การใช้เวลาไปกับงานที่ไม่สร้างมูลค่า

มีงานจำนวนมากที่ไม่ได้ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้า เช่น การประชุมที่ยืดยาวแต่ไม่เกิดข้อสรุป การตรวจสอบงานที่ซ้ำซ้อนหลายรอบ หรือกระบวนการอนุมัติที่ซับซ้อนเกินความจำเป็น

03

องค์กรขาดเครื่องมือสนับสนุนการทำงาน

การทำงานโดยไม่มีเครื่องมือที่เหมาะสม พนักงานต้องใช้วิธีแบบดั้งเดิม เช่น การส่งข้อมูลผ่านอีเมล การบันทึกด้วยไฟล์ Excel ที่แยกกัน หรือการทำงานแบบ Manual ทั้งหมด

04

งานเอกสารที่กินเวลาทำงานและเสี่ยงผิดพลาด

งานที่เกี่ยวข้องกับเอกสารยังคงเป็นภาระหนักของหลายองค์กร ตั้งแต่การกรอกข้อมูลจากใบแจ้งหนี้ การตรวจสอบสัญญา ไปจนถึงการจัดเก็บเอกสารที่ต้องใช้เวลาและคนจำนวนมาก

วิธีเพิ่ม Productivity ในองค์กร

องค์กรที่ต้องการพัฒนาในด้านนี้ควรให้ความสำคัญกับหลายปัจจัย ตั้งแต่การจัดการเวลาของบุคลากร การใช้เครื่องมือดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีใหม่อย่างระบบอัตโนมัติและการประมวลผลเอกสารเข้ามาใช้

การใช้เทคนิคการจัดการเวลา

เทคนิคการจัดการเวลาเป็นทักษะที่ดูเหมือนพื้นฐาน แต่กลับเป็นจุดที่สร้างความแตกต่างได้ชัดเจนระหว่างการทำงานที่ล่าช้ากับการทำงานที่ได้ผลลัพธ์จริง เทคนิคอย่าง Pomodoro ที่ให้ทำงานต่อเนื่อง 25 นาทีแล้วพัก 5 นาที ช่วยให้สมองมีโฟกัสที่ยาวนานขึ้น หรือวิธี Eisenhower Matrix ที่ช่วยให้สามารถจัดลำดับความสำคัญของงานได้ว่าอะไรควรทำทันที

การใช้เครื่องมือ Collaboration

เครื่องมือ Collaboration เช่น Slack, Microsoft Teams หรือ Google Workspace เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงทีมงานให้ทำงานร่วมกันได้ราบรื่นขึ้น ระบบเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้สื่อสารได้รวดเร็ว แต่ยังรองรับการแชร์ไฟล์ การทำงานร่วมกันบนเอกสารแบบเรียลไทม์ และการติดตามความคืบหน้าในโครงการได้อย่างโปร่งใส

การใช้ RPA (Robotic Process Automation)

RPA คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้องค์กรสามารถทำให้งานซ้ำซากและมีรูปแบบชัดเจนกลายเป็นระบบอัตโนมัติ เช่น การดึงข้อมูลจากระบบหนึ่งไปยังอีกระบบ การตรวจสอบธุรกรรม หรือการสร้างรายงานประจำวัน เมื่อระบบสามารถทำงานเหล่านี้แทนคนได้ พนักงานก็มีเวลามากขึ้นสำหรับงานเชิงกลยุทธ์

ใช้ OCR (Optical Character Recognition)

เอกสารที่อยู่ในรูปแบบกระดาษหรือไฟล์ภาพยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำงาน OCR คือเทคโนโลยีที่ช่วยเปลี่ยนข้อมูลในเอกสารเหล่านั้นให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นใบแจ้งหนี้ สัญญา หรือแบบฟอร์มต่าง ๆ การประยุกต์ใช้ OCR จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ช่วยลดเวลาและการจัดการข้อมูล

กรณีศึกษา (Case Study)

การใช้ซอฟต์แวร์อัตโนมัติในฝ่ายบัญชี

การใช้ซอฟต์แวร์อัตโนมัติในฝ่ายบัญชี

ฝ่ายบัญชีต้องจัดการกับข้อมูลจำนวนมาก เช่น การบันทึกตัวเลข หรือการสร้างรายงานประจำเดือน กรณีศึกษาจากบริษัทแห่งหนึ่งนำ RPA มาใช้ พบว่าสามารถลดเวลาการตรวจสอบเอกสารทางบัญชีจากเดิม 5 วัน เหลือเพียง 1 วันเท่านั้น หุ่นยนต์ซอฟต์แวร์สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง และตรวจสอบตัวเลขได้อย่างแม่นยำ ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ลงได้กว่า 90%

จัดการเอกสารใบแจ้งหนี้อัตโนมัติ

บริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่ต้องจัดการกับใบแจ้งหนี้หลายพันใบต่อเดือน หลังจากนำ OCR มาใช้ ข้อมูลจากใบแจ้งหนี้ถูกสแกนและแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัลโดยอัตโนมัติ จากนั้นใช้ RPA ส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบบัญชี ทำให้กระบวนการที่เคยต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันเหลือเพียงไม่กี่นาที

รายละเอียดการจัดการใบแจ้งหนี้อัตโนมัติ

จัดการเอกสารใบแจ้งหนี้อัตโนมัติ

ประโยชน์ของการเพิ่ม Productivity

ผลลัพธ์เชิงบวกต่อพนักงาน

  • เมื่อทำงานได้เสร็จเร็วขึ้นและผิดพลาดน้อยลง จะมีเวลาสำหรับชีวิตส่วนตัวมากขึ้น
  • พนักงานมีโอกาสได้ใช้ความสามารถในด้านการวิเคราะห์ การวางกลยุทธ์ และการสร้างสรรค์งานใหม่ ๆ
  • เมื่อรู้สึกว่าการทำงานมีคุณค่า พนักงานจะมีแรงบันดาลใจมากขึ้น และมีแนวโน้มอยู่กับองค์กรในระยะยาว

ผลลัพธ์เชิงบวกต่อการทำงานเป็นทีม

  • ทีมที่มีเครื่องมือสนับสนุนที่ดี จะลดความคลาดเคลื่อนในการทำงานและเข้าใจเป้าหมายเดียวกัน
  • ทีมที่ทำงานได้อย่างราบรื่นจะมีความเชื่อมั่นต่อกันมากขึ้น ทำให้เกิดวัฒนธรรมการช่วยเหลือและเสริมสร้างพลังบวก
  • การทำงานที่สอดคล้องกันช่วยให้โครงการเดินหน้าเร็วขึ้น ลดปัญหาความล่าช้า

ผลลัพธ์เชิงบวกต่อประสิทธิภาพขององค์กร

  • การใช้เวลาและทรัพยากรอย่างคุ้มค่าช่วยให้องค์กรประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว
  • ข้อมูลที่แม่นยำช่วยให้ผู้บริหารกำหนดกลยุทธ์ได้ดีกว่าเดิม
  • องค์กรสามารถปรับตัวได้ง่ายและพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลง

ผลลัพธ์เชิงบวกต่อประสบการณ์ของลูกค้า

  • ลูกค้าได้รับข้อมูลหรือบริการในเวลาที่สั้นลง ทำให้รู้สึกถึงความใส่ใจและความเชื่อมั่นในองค์กร
  • ประสบการณ์ที่ดีทำให้ลูกค้าไม่เพียงกลับมาใช้บริการซ้ำ แต่ยังแนะนำต่อให้ผู้อื่น
สรุปและข้อเสนอแนะ

สรุปและข้อเสนอแนะ

การสร้างประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้นไม่ใช่เรื่องของการเพิ่มชั่วโมงการทำงาน แต่คือการปรับระบบ วิธีคิด และการใช้ทรัพยากรให้เกิดคุณค่ามากที่สุด บทความนี้ได้อธิบายความหมายของการทำงานอย่างมีคุณภาพ ความแตกต่างกับคำที่ใกล้เคียง ปัญหาที่องค์กรส่วนใหญ่มักพบ และแนวทางในการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเวลา การใช้เครื่องมือสนับสนุน ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีอย่างระบบอัตโนมัติและการแปลงเอกสารมาใช้

ข้อเสนอแนะสำคัญ

องค์กรควรเริ่มต้นจากการสำรวจขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน หรืองานที่ไม่สร้างมูลค่า แล้วค่อย ๆ นำเครื่องมือที่เหมาะสมเข้ามาช่วย สิ่งสำคัญที่สุดคือการมองการพัฒนาไม่ใช่เพียงโครงการระยะสั้น แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้ธุรกิจ

คำถามที่พบบ่อย

การทำงานหนักคือการเพิ่มชั่วโมงหรือเพิ่มปริมาณงานโดยตรง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอไป ขณะที่ Productivity มุ่งเน้นการใช้เวลาและทรัพยากรให้เกิดผลลัพธ์สูงสุดในเวลาที่เหมาะสม เป็นการทำงานแบบชาญฉลาดมากกว่าทำแบบหักโหม

การสำรวจขั้นตอนการทำงานทั้งหมดเพื่อหาจุดที่ทำให้เสียเวลา จากนั้นจัดลำดับความสำคัญว่าอะไรควรถูกปรับปรุงก่อน เมื่อได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนแล้ว จึงค่อยต่อยอดไปสู่การใช้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนกว่า การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างเป็นขั้นตอน พนักงานจะได้ไม่รู้สึกหนักจนเกินไป

หลายองค์กรลังเลที่จะนำเครื่องมือดิจิทัลเข้ามาใช้งาน เนื่องจากกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเริ่มต้น แต่หากพิจารณาในมุมผลลัพธ์ระยะยาว จะเห็นว่าการลงทุนเหล่านี้มักคืนทุนได้เร็ว ตัวอย่างเช่น ระบบ Collaboration ที่ช่วยให้ทีมลดเวลาการประชุมลงครึ่งหนึ่ง

RPA และ OCR เป็นสองเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับการทำงานขององค์กร

  • RPA ช่วยทำให้งานที่ซ้ำซากกลายเป็นกระบวนการอัตโนมัติที่รวดเร็ว
  • OCR เปลี่ยนข้อมูลจากเอกสารหรือไฟล์ภาพให้กลายเป็นข้อมูลที่นำไปใช้ได้ทันที
Facebook
LinkedIn
x.com