การประเมินความเสี่ยง คืออะไร

การประเมินความเสี่ยง (Risk assessment) คืออะไร? RPA ช่วยขั้นตอนใด

การประเมินความเสี่ยงมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความพร้อมให้กับองค์กรในการป้องกันหรือรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และยังช่วยตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ โดยการประเมินที่ดีควรเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงกิจกรรมที่ทำเฉพาะในช่วงวิกฤตหรือเมื่อเกิดปัญหาเท่านั้น องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ ความเข้าใจพื้นฐานความเสี่ยง การตั้งวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการประเมิน และการประยุกต์ใช้เครื่องมือหรือแนวทางที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่แม่นยำและจัดการความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ

สารบัญ

Risk assessment คืออะไร

Risk assessment คืออะไร

Risk assessment คือกระบวนการที่องค์กรใช้ในการวิเคราะห์ว่า มีปัจจัยใดบ้างที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อเป้าหมายขององค์กร และปัจจัยเหล่านั้นมีแนวโน้มเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด หากเกิดขึ้นจริงจะสร้างผลกระทบในระดับไหน กระบวนการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการป้องกันปัญหา แต่ยังเป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารความไม่แน่นอนได้อย่างมีระบบ

ความหมายของความเสี่ยง (Risk)

ความเสี่ยง (Risk) หมายถึง ความไม่แน่นอนที่อาจส่งผลกระทบต่อเป้าหมายขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบในเชิงลบ เช่น ความเสียหาย การหยุดชะงัก หรือการสูญเสียทางการเงิน หรือในบางกรณีอาจรวมถึงผลเชิงบวก โอกาสทางธุรกิจที่คาดไม่ถึง

วัตถุประสงค์ของ Risk assessment

  • ช่วยให้องค์กรสามารถระบุปัจจัยเสี่ยงล่วงหน้า และวางแผนเพื่อลดโอกาสการเกิดผลกระทบ
  • ช่วยให้ผู้บริหารมีข้อมูลรอบด้านในการวิเคราะห์สถานการณ์ ตัดสินใจลงทุน หรือดำเนินนโยบายในทิศทางที่ปลอดภัย
  • เมื่อองค์กรเข้าใจความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ก็สามารถเตรียมแผนรับมือหรือปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้อย่างทันท่วงที
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น ลูกค้า หรือพันธมิตรทางธุรกิจ
วัตถุประสงค์ของ Risk assessment

ประเภทของความเสี่ยงในองค์กร

ความเสี่ยงสามารถจำแนกออกได้หลายประเภทตามลักษณะและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยทั่วไปแล้ว ความเสี่ยงในองค์กรสามารถจำแนกได้เป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ความเสี่ยงทางการเงิน ความเสี่ยงด้านบุคลากร ความเสี่ยงจากระบบและเทคโนโลยี ความเสี่ยงด้านกฎหมายและข้อกำหนด และความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์

ความเสี่ยงทางการเงิน

ความเสี่ยงทางการเงินเป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับกระแสเงินสด สภาพคล่อง การระดมทุน การลงทุน และการบริหารต้นทุน หากไม่สามารถควบคุมได้อย่างเหมาะสมอาจทำให้องค์กรขาดทุนหรือเกิดวิกฤตสภาพคล่อง การบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินจำเป็นต้องอาศัยระบบควบคุมภายในที่รัดกุม การประเมินสถานะทางการเงินอย่างสม่ำเสมอ และการวางแผนทางการเงินที่ยืดหยุ่นเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของปัจจัยภายนอก

ความเสี่ยงด้านบุคลากร

ความเสี่ยงด้านบุคลากรคือความไม่แน่นอนที่อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานจากพฤติกรรม ความสามารถ หรือการเปลี่ยนแปลงของพนักงานในองค์กร ความเสี่ยงประเภทนี้อาจมาจากการขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ การลาออกของพนักงานหลัก ความขัดแย้งภายในองค์กร หรือแม้แต่ภาวะหมดไฟในการทำงาน ความเสี่ยงด้านบุคลากรยังครอบคลุมถึงประเด็นทางจริยธรรม ความหลากหลาย และสุขภาพจิต

ความเสี่ยงจากระบบและเทคโนโลยี

ความเสี่ยงจากระบบและเทคโนโลยีมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะสำหรับองค์กรที่พึ่งพาการดำเนินงานผ่านระบบไอที ความเสี่ยงประเภทนี้รวมถึง การล่มของระบบ การถูกโจมตีทางไซเบอร์ การรั่วไหลของข้อมูล ความล้าหลังของเทคโนโลยี หรือการไม่สามารถปรับใช้ระบบใหม่ได้ทันเวลา ความเสี่ยงเหล่านี้อาจทำให้การดำเนินธุรกิจหยุดชะงัก สูญเสียข้อมูลสำคัญ หรือถูกละเมิดความลับทางการค้า

ความเสี่ยงด้านกฎหมายและข้อกำหนด

ความเสี่ยงด้านกฎหมายและข้อกำหนดคือความไม่แน่นอนที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจทำให้องค์กรต้องเผชิญกับค่าปรับ การฟ้องร้อง หรือการถูกระงับการดำเนินงาน ตัวอย่างได้แก่ ความเสี่ยงจากการละเมิดกฎหมายแรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม หรือกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์

ความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ คือความไม่แน่นอนที่อาจส่งผลกระทบต่อทิศทางขององค์กร ไม่ว่าจะเป็นการขยายตลาด การลงทุน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กร ความเสี่ยงประเภทนี้มักเกิดจากการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่ผิดพลาด หรือจากปัจจัยภายนอกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ขั้นตอนการประเมินความเสี่ยง

ขั้นตอนการประเมินความเสี่ยง

กระบวนการประเมินความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยการดำเนินงานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การระบุความเสี่ยง การวิเคราะห์ความเสี่ยง การประเมินระดับความรุนแรงและโอกาส การวางแผนการตอบสนอง และการติดตามผลและทบทวน

ระบุความเสี่ยง

การระบุความเสี่ยง คือขั้นตอนแรกของกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่มีเป้าหมายเพื่อค้นหาและระบุว่า องค์กรกำลังเผชิญหรืออาจเผชิญกับความเสี่ยงใดบ้าง ทั้งในมุมมองภายในและภายนอก หากระบุความเสี่ยงได้ไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้อง องค์กรจะไม่สามารถวางแผนการจัดการที่เหมาะสมได้

วิเคราะห์ความเสี่ยง

การวิเคราะห์ความเสี่ยง คือกระบวนการที่ใช้ประเมินลักษณะของความเสี่ยงแต่ละรายการ ว่าความเสี่ยงนั้นมีแนวโน้มจะเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด และหากเกิดขึ้นแล้ว จะส่งผลกระทบต่อองค์กรในระดับไหน

ประเมินระดับความรุนแรงและโอกาส

การประเมินระดับความรุนแรงและโอกาส คือการนำข้อมูลจากการวิเคราะห์มาวางบนเกณฑ์ที่องค์กรกำหนด เพื่อจัดระดับความเสี่ยงและตัดสินใจว่าความเสี่ยงใดอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ หรือต้องดำเนินการจัดการโดยเร่งด่วน

วางแผนการตอบสนอง

การวางแผนการตอบสนองความเสี่ยง มีเป้าหมายเพื่อควบคุมผลกระทบของความเสี่ยงนั้นให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ กลยุทธ์การตอบสนองแบ่งเป็น หลีกเลี่ยงความเสี่ยง, ลดความเสี่ยง, ถ่ายโอนความเสี่ยง และยอมรับความเสี่ยง

ติดตามผลและทบทวน

ความเสี่ยงเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นการติดตามผลและทบทวน คือขั้นตอนสุดท้ายที่ขาดไม่ได้ เพื่อประเมินว่ามาตรการที่วางไว้มีประสิทธิผลเพียงใด มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงหรือเกิดความเสี่ยงใหม่หรือไม่

บทบาทของ RPA ในการประเมินความเสี่ยง

ในบริบทของความเสี่ยง RPA สามารถช่วยงานได้หลายด้าน เช่น การรวบรวมข้อมูลจากหลายระบบ การตรวจจับความผิดปกติในข้อมูลทางการเงิน การสร้างรายงานสรุปผลความเสี่ยง และการแจ้งเตือนเมื่อพบความเสี่ยงตามเกณฑ์ที่กำหนด RPA ยังสามารถทำงานตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่หยุดพัก ทำให้สามารถติดตามสถานการณ์ความเสี่ยงได้แบบเรียลไทม์

ขั้นตอนที่ RPA ช่วยประเมิน

RPA มีบทบาทในกระบวนการประเมินความเสี่ยง เช่น การตรวจสอบข้อมูลย้อนหลัง การเปรียบเทียบข้อมูลจากหลายระบบ และการคัดกรองสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยง ช่วยลดภาระงานของทีมบริหารความเสี่ยงและเพิ่มคุณค่าของข้อมูลที่ถูกนำมาใช้ตัดสินใจ

ขั้นตอนที่ RPA ช่วยประเมิน

การแจ้งเตือนและรายงานผล

หนึ่งในจุดแข็งของ RPA ที่มีบทบาทสำคัญในการประเมินความเสี่ยง คือความสามารถในการแจ้งเตือนและจัดทำรายงานผลแบบอัตโนมัติและต่อเนื่อง ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถติดตามสถานการณ์ความเสี่ยงได้อย่างใกล้ชิดและตอบสนองได้อย่างทันท่วงที

รวบรวมข้อมูลความเสี่ยงจากหลายแหล่ง

การรวบรวมข้อมูลที่กระจายอยู่ในหลายระบบ หลายหน่วยงาน ซึ่งต้องใช้เวลาและแรงงานจำนวนมากหากทำด้วยวิธีเดิม แต่ RPA สามารถดำเนินการรวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่งได้แบบอัตโนมัติ รวดเร็ว และไม่มีข้อผิดพลาดที่อาจเกิดจากพนักงาน

ตัวอย่างประเมินความเสี่ยงอัตโนมัติ

ตัวอย่างต่อไปนี้แสดงให้เห็นว่า RPA สามารถทำหน้าที่แทนงานประเมินเบื้องต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยง ลดภาระของบุคลากร และสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารอย่างตรงจุด

RPA ตรวจสอบการทำสัญญา

ตรวจสอบการทำสัญญา

การตรวจสอบเนื้อหาและเงื่อนไขในสัญญาเป็นงานที่ใช้เวลามากและมีความเสี่ยงสูงหากเกิดข้อผิดพลาด RPA สามารถเข้ามาช่วยงานได้ ดังนี้

  • ดึงข้อมูลจากระบบจัดเก็บสัญญา หรืออีเมลที่มีเอกสารแนบ
  • ตรวจสอบว่ามีเงื่อนไขที่ขัดแย้งกับนโยบายองค์กรหรือไม่ (เช่น วันครบกำหนดที่ผิด, ขาดลายเซ็น)
  • ตรวจจับการใช้ถ้อยคำหรือข้อกำหนดที่แตกต่างจากสัญญามาตรฐาน
  • แจ้งเตือนเจ้าหน้าที่กฎหมายหรือเจ้าหน้าที่จัดซื้อทันทีเมื่อพบความผิดปกติ

ประเมินการอนุมัติสินเชื่อ

บริษัทด้านการเงิน เช่น ธนาคาร บริษัทสินเชื่อ หรือ Fintech กระบวนการอนุมัติสินเชื่อต้องอาศัยการประเมินลูกค้าด้วยความรวดเร็วและแม่นยำ RPA สามารถเข้าไปช่วยในหลายขั้นตอน ดังนี้

  • ดึงข้อมูลจากแบบฟอร์มสมัครสินเชื่อ
  • ตรวจสอบประวัติเครดิตจากแหล่งภายนอก เช่น ข้อมูลเครดิตบูโร หรือรายได้ย้อนหลังจากระบบภาษี
  • วิเคราะห์เงื่อนไข เช่น ความสามารถในการชำระหนี้ อัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ หรือความสม่ำเสมอของรายรับ
  • เปรียบเทียบกับเกณฑ์การอนุมัติภายใน เพื่อจัดระดับความเสี่ยง

ข้อมูลเพิ่มเติม RPA สินเชื่อ

RPA ประเมินการอนุมัติสินเชื่อ
Facebook
LinkedIn
x.com