แรงงานดิจิทัล Digital Workforce

แรงงานดิจิทัล เข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำงานในยุคใหม่

การทำงานในโลกยุคใหม่ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่แรงงานมนุษย์เพียงอย่างเดียวยังมีแรงงานดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงาน ตั้งแต่การจัดการข้อมูล ไปจนถึงการให้บริการลูกค้า องค์กรที่สามารถบูรณาการระหว่างคนกับเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ต้องเข้าใจว่าแรงงานดิจิทัลคืออะไร และมีองค์ประกอบใดบ้าง

สารบัญ

แรงงานดิจิทัลคืออะไร

แรงงานดิจิทัลคืออะไร

แรงงานดิจิทัล คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยงานในกระบวนการบางประเภท โดยเฉพาะงานที่ทำซ้ำ ต้องการความถูกต้องสูง และสามารถกำหนดขั้นตอนการทำงานได้ชัดเจน มีเป้าหมายเพื่อลดงานซ้ำซ้อน เพิ่มความเร็ว และยกระดับมาตรฐานการทำงานให้ดียิ่งขึ้น แรงงานดิจิทัลไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อแทนที่มนุษย์ทั้งหมด แต่ช่วยแบ่งเบาภาระงานให้คนมีเวลาทำงานที่ใช้ทักษะเฉพาะมากขึ้น โดยประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่ Digital Workforce, Digital Worker และ Digital Workflow ที่ทำงานเชื่อมโยงกัน

1. Digital Workforce

Digital Workforce ไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีตัวใดตัวหนึ่ง แต่หมายถึงทีมงานดิจิทัลที่ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์มาทำงานร่วมกันเสมือนเป็นพนักงานกลุ่มหนึ่งในองค์กร Digital Workforce สามารถทำงานได้ตั้งแต่การรับข้อมูล วิเคราะห์ จัดเก็บ ไปจนถึงรายงานผล จุดแข็งคือความสามารถในการเชื่อมโยงระบบที่หลากลายเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้กระบวนการทำงานดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไร้รอยต่อ

2. Digital Worker

Digital Worker เปรียบเสมือนพนักงาน 1 คนที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญในงานที่ได้รับมอบหมาย ตัวอย่างเช่น บางตัวถูกสร้างเพื่อจัดการเอกสารอัตโนมัติ บางตัวกรอกข้อมูลเข้าสู่ระบบ หรือบางตัวประมวลผลข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว จุดเด่นคือมีขอบเขตงานที่ชัดเจน และสามารถเพิ่มจำนวนเพื่อรองรับปริมาณงานได้ทันที แตกต่างจากมนุษย์ที่ต้องใช้เวลาสรรหา และฝึกอบรมก่อนเริ่มงานจริง

3. Digital Workflow

ถ้าเปรียบเทียบว่า Digital Worker คือผู้ปฏิบัติงาน ขณะที่ Digital Workflow คือ Workflow ที่กำหนดให้แรงงานดิจิทัลดำเนินไปอย่างเป็นระบบ ยกตัวอย่างเช่น การอนุมัติเอกสารใบสั่งซื้อผ่านระบบออนไลน์ การส่งต่อข้อมูลระหว่างแผนกแบบเรียลไทม์ หรือการประสานงานระหว่างหลายระบบที่เคยต้องใช้เวลาหลายวันเหลือเพียง 1-2 ชั่วโมง ข้อดีคือช่วยสร้างมาตรฐานการทำงานให้ไปในทิศทางเดียวกัน

วิวัฒนาการของแรงงานดิจิทัล

แรงงานดิจิทัลไม่ได้เกิดขึ้นมาในทันที แต่เป็นผลจากการพัฒนาเทคโนโลยี เริ่มตั้งแต่การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อบันทึกข้อมูล ไปจนถึงการสร้างระบบอัตโนมัติที่สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้อย่างเต็มรูปแบบ สามารถแบ่งวิวัฒนาการออกเป็น 3 ช่วงสำคัญ ดังต่อไปนี้

  1. ยุคเครื่องมือดิจิทัล จุดเริ่มต้นมาจากการใช้ซอฟต์แวร์พื้นฐานเข้ามาช่วยงาน เช่น โปรแกรมตารางคำนวณ หรือระบบฐานข้อมูล แม้ยังต้องอาศัยมนุษย์ในการควบคุมเกือบทั้งหมด แต่เป็นการปูทางก้าวเข้าสู่การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความเร็วและลดความผิดพลาด
  2. ยุคระบบอัตโนมัติ เมื่อองค์กรเข้าสู่การเผชิญกับข้อมูลจำนวนมากและกระบวนการซับซ้อนขึ้น ระบบอัตโนมัติ เช่น RPA หรือแพลตฟอร์ม Automation จึงถูกนำมาใช้เพื่อเชื่อมโยงการทำงานระหว่างแผนก แต่ยังต้องมีการกำกับจากมนุษย์
  3. ยุคแรงงานดิจิทัลเต็มรูปแบบ มีการนำเทคโนโลยีมาช่วยทำงานแทนมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น AI, Cloud หรือแชตบอท ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้เข้ามาปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานในองค์กรให้สามารถรองรับกับงานที่มีปริมาณมหาศาลได้
วิวัฒนาการของแรงงานดิจิทัล
ความแตกต่างระหว่างแรงงานมนุษย์กับแรงงานดิจิทัล

ความแตกต่างระหว่างแรงงานมนุษย์กับแรงงานดิจิทัล

  • ลักษณะการทำงาน: มนุษย์ถนัดงานที่ต้องใช้การวิเคราะห์ ตัดสินใจ และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ส่วนแรงงานดิจิทัลถนัดงานที่มีขั้นตอนการทำงานชัดเจน และต้องการความแม่นยำสูง
  • ความสามารถในการปรับตัว: มนุษย์เรียนรู้จากประสบการณ์และปรับเปลี่ยนตามพฤติกรรมได้ตามสถานการณ์ ขณะที่แรงงานดิจิทัลเรียนรู้ตามข้อมูลและอัลกอริทึม
  • ประสิทธิภาพและความต่อเนื่อง: มนุษย์มีข้อจำกัดด้านเวลาและพนักงาน แต่แรงงานดิจิทัลสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงโดยไม่ลดคุณภาพ

เทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนแรงงานยุคใหม่

AI (Artificial Intelligence)

AI (Artificial Intelligence) คือหัวใจสำคัญของ Digital Workforce เพราะช่วยให้ระบบสามารถคิดและวิเคราะห์ได้มากกว่าการทำงานตามคำสั่งเพียงอย่างเดียว ความสามารถในการเรียนรู้ข้อมูลและการวิเคราะห์เชิงลึกทำให้ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ

RPA (Robotic Process Automation)

เทคโนโลยีดิจิทัลที่สามารถจัดการงานซ้ำ ๆ ได้อัตโนมัติ ทำงานเสมือนเป็นพนักงานที่คอยทำงานประจำแทนมนุษย์ ประหยัดเวลาและลดข้อผิดพลาด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้องค์กรได้สัมผัสประโยชน์ของ Digital Workforce อย่างแท้จริง

Cloud

Cloud Computing ช่วยเปิดโอกาสให้องค์กรสามารถเข้าถึงข้อมูลจากที่ใดก็ได้บนโลก ขอแค่เพียงมี Internet และยังเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้การทำงานของ Digital Workforce เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ ข้อมูลเชื่อมโยงกันข้ามภูมิภาค

Chatbot

Chatbot เทคโนโลยีที่ทำให้บอทสื่อสารกับมนุษย์ผ่านข้อความหรือเสียงได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องจ้างพนักงานจำนวนมาก Chatbot ถูกพัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้ทำแค่ตอบคำถามพื้นฐานเท่านั้น แต่สามารถวิเคราะห์ความต้องการของลูกค้าและส่งต่อไปยังพนักงานจริงเมื่อเจอสถานการณ์ที่ซับซ้อน

ตัวอย่างการใช้แรงงานดิจิทัล

แรงงานดิจิทัลสามารถนำไปใช้ได้เกือบทุกขั้นตอนการทำงาน ยกตัวอย่างเช่น

  • ฝ่ายทรัพยากรบุคคลใช้ในการสรรหาพนักงาน คัดกรองใบสมัคร ไปจนถึงการประมวลผลเงินเดือนพนักงาน
  • คลินิกหรือโรงพยาบาลนำ RPA มาช่วยในการจัดการข้อมูลคนไข้ นัดหมายแพทย์อัตโนมัติ หรืออาจช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพของคนไข้
  • งานเอกสารกฎหมายใช้ OCR ดึงข้อความออกมาจากเอกสารสัญญาที่เป็นเอกสารไฟล์สแกน และใช้ RPA จัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ
ตัวอย่างการใช้ประยุกต์ใช้

ประโยชน์และข้อจำกัด

ประโยชน์

  • ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านแรงงานและแก้ไขการเกิดข้อผิดพลาด
  • เพิ่มจำนวนแรงงานได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการสรรหา
  • ทำงานรวดเร็ว แม่นยำ และต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
  • กระบวนการทำงานถูกบันทึกและตรวจสอบย้อนหลังได้ง่าย

ข้อจำกัด

  • ช่วงเริ่มต้นต้องมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง และฝึกอบรมพนักงานในใช้งาน
  • หากระบบล่ม อาจเกิดผลกระทบต่อกระบวนการทำงานทั้งระบบ
  • ต้องมีมาตรการด้านความปลอดภัยของข้อมูลอย่างเข้มงวด
  • ยังไม่สามารถทดแทนงานที่มีความซับซ้อนหรืองานวิเคราะห์ขั้นสูง

อนาคตของแรงงาน

หลายคนมองว่า Digital Worker จะเป็นแรงงานที่เข้ามาแทนมนุษย์ แต่จริง ๆ แล้ว แนวโน้มที่เห็นได้ชัดคือการทำงานร่วมกันในลักษณะต่างฝ่ายต่างเติมเต็มข้อจำกัดซึ่งกันและกัน

ไม่อีกกี่ปีข้างน้า เราจะได้เห็นแรงงานดิจิทัลสามารถทำงานซับซ้อนและตัดสินใจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ส่วนแรงงานมนุษย์จำเป็นต้องพัฒนาทักษะ และเรียนรู้การใช้เทคโนโลยีที่หลากหลาย เพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นและทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทักษะที่มนุษย์ต้องมี การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

ทักษะใหม่ที่แรงงานมนุษย์ต้องมี

  • ทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติ หรือแพลตฟอร์มออนไลน์
  • การคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน
  • การสร้างสิ่งใหม่ ๆ เช่น การคิดกลยุทธ์ หรือการออกแบบบริการ
  • ทักษะการสื่อสารและการทำงานร่วมกันระหว่างลูกค้าและเพื่อนร่วมงาน
  • การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ความสามารถในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
Facebook
LinkedIn
x.com