โลจิสติกส์และซัพพลายเชน

โลจิสติกส์และซัพพลายเชน ความหมาย หน้าที่และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

โลจิสติกส์และซัพพลายเชนเป็นกระบวนการสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ดำเนินงานอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบ การผลิตสินค้า ไปจนถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์ถึงมือลูกค้า การบริหารจัดการที่ดี จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้า และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาด

สารบัญ

โลจิสติกส์ คืออะไร

โลจิสติกส์ (Logistics) คือกระบวนการวางแผน การดำเนินงาน และการควบคุมการเคลื่อนย้ายสินค้า รวมถึงวัตถุดิบ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งการขนส่ง การจัดเก็บ และการบริหารสินค้าคงคลัง จุดมุ่งหมายคือการส่งมอบสินค้าให้ถูกต้อง ตรงเวลา และมีต้นทุนที่คุ้มค่า

หน้าที่หลักของโลจิสติกส์

หน้าที่หลักของโลจิสติกส์ประกอบด้วย 4 ส่วนหลักสำคัญ ได้แก่ การขนส่งสินค้า การจัดการคลังสินค้า การบริหารสินค้าคงคลัง และการจัดเตรียมสินค้า

หน้าที่หลักของโลจิสติกส์

การขนส่งสินค้า

การขนส่งสินค้าเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการโลจิสติกส์ การเลือกวิธีขนส่งที่เหมาะสมช่วยให้สินค้าถึงจุดหมายปลายทางได้ตรงเวลาและปลอดภัย โดยต้องคำนึงถึงประเภทของสินค้า ระยะทาง และต้นทุน ตัวเลือกการขนส่งที่ใช้บ่อย ได้แก่

  • การขนส่งทางบก เช่น รถบรรทุก รถไฟ เหมาะสำหรับการขนส่งในประเทศหรือระยะทางสั้นถึงกลาง
  • การขนส่งทางน้ำ เช่น เรือขนส่งสินค้า ซึ่งมักใช้ในกรณีส่งออกสินค้าจำนวนมากหรือระยะทางไกล และจำเป็นต้องมีเอกสารสำคัญ เช่น Bill of Lading (B/L) เพื่อยืนยันการรับสินค้าสำหรับการขนส่ง และใช้เป็นหลักฐานกรรมสิทธิ์ในสินค้า
  • การขนส่งทางอากาศ เหมาะสำหรับสินค้าที่ต้องการความรวดเร็วหรือมีมูลค่าสูง เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยา หรือสินค้าที่มีวันหมดอายุสั้น การขนส่งทางอากาศจำเป็นต้องมีเอกสารกำกับ เช่น Air Waybill และ Packing List เพื่อระบุรายละเอียดของสินค้าในแต่ละหีบห่อ ทั้งจำนวน น้ำหนัก และลักษณะบรรจุภัณฑ์ เอกสารเหล่านี้ช่วยให้การตรวจสอบและพิธีการศุลกากรเป็นไปอย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากการสำแดงสินค้าผิดพลาด
  • การขนส่งหลายรูปแบบ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่น อาจผสมผสานทั้งการขนส่งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ โดยต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนในแต่ละขั้นตอน

การเลือกวิธีขนส่งที่เหมาะสม พร้อมจัดเตรียมเอกสารประกอบ เช่น Bill of Lading, Air Waybill และ Packing List อย่างถูกต้องและครบถ้วน จะช่วยให้การขนส่งเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และตรงตามกำหนดเวลา

การจัดการคลังสินค้า

การจัดการคลังสินค้า คือกระบวนการควบคุมและจัดเก็บสินค้าให้มีความเป็นระเบียบ พร้อมสำหรับการหยิบใช้งานหรือนำส่ง คลังสินค้าอัตโนมัติจะช่วยลดเวลาในการค้นหาสินค้า ลดความเสี่ยงของสินค้าชำรุดหรือสูญหาย รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พื้นที่

การบริหารสินค้าคงคลัง

การควบคุมปริมาณสินค้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินความจำเป็น และไม่น้อยจนขาดสต็อก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการจัดเก็บและเพิ่มกระแสเงินสด การใช้ระบบการคาดการณ์ความต้องการสินค้าช่วยให้สามารถวางแผนการสั่งซื้อและการผลิตได้อย่างแม่นยำ

การจัดเตรียมสินค้า

กระบวนการจัดเตรียมสินค้าเน้นความถูกต้องและรวดเร็วในการคัดแยก บรรจุ และเตรียมสินค้าสำหรับการขนส่ง การดำเนินงานในส่วนนี้ต้องใช้ความรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ และตรงตามคำสั่งซื้อ ลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง

ข้อดีของงาน Logistics ที่มีประสิทธิภาพ

  • ลดต้นทุนการดำเนินงานในระยะยาว
  • เพิ่มความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้า
  • เสริมสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า
  • สามารถวางแผนและบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ลดความสูญเสียจากสินค้าคงคลังที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์
  • เพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาด
  • ส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรในด้านความน่าเชื่อถือและการบริหารจัดการ
ข้อดีของงานโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ

ซัพพลายเชน คืออะไร

ซัพพลายเชน (Supply Chain) หรือ ห่วงโซ่อุปทาน คือกระบวนการเชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิตสินค้า การจัดจำหน่าย จนถึงการส่งมอบสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการเหล่านี้ต้องมีการวางแผนและประสานงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถลดต้นทุน เพิ่มความเร็วในการตอบสนองต่อความต้องการของตลาด และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

ซัพพลายเชน

องค์ประกอบของซัพพลายเชน

ซัพพลายเชนประกอบด้วย ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าปลีก และผู้บริโภค ซึ่งแต่ละฝ่ายมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสินค้าและบริการตลอดกระบวนการ เมื่อทุกฝ่ายดำเนินงานอย่างสอดประสานและราบรื่น จะช่วยให้สินค้าและบริการสามารถเข้าสู่ตลาดได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค

ผู้ผลิต

ผู้ผลิตเป็นจุดเริ่มต้นของซัพพลายเชน มีหน้าที่ผลิตสินค้าหรือแปรรูปวัตถุดิบให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป พร้อมสำหรับการจำหน่ายหรือส่งต่อไปยังผู้จัดจำหน่าย กระบวนการผลิตต้องเน้นคุณภาพ ความรวดเร็ว และต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ผู้จัดจำหน่าย

ผู้จัดจำหน่ายทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ผลิตและผู้ค้าปลีก มีบทบาทสำคัญในการกระจายสินค้าไปยังตลาดเป้าหมายอย่างรวดเร็วและทั่วถึง นอกจากนี้ยังมีหน้าที่บริหารสินค้าคงคลัง เพื่อให้สินค้ามีความพร้อมในการจัด ลดโอกาสขาดสต็อก

ผู้ค้าปลีก

ผู้ค้าปลีกเป็นจุดที่สินค้าถูกนำเสนอให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง มีหน้าที่นำเสนอสินค้าในรูปแบบที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า และจัดการช่องทางการขายอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในรูปแบบร้านค้าปลีกทั่วไปและช่องทางออนไลน์

ผู้บริโภค

ผู้บริโภคเป็นปลายทางของกระบวนการซัพพลายเชน ความพึงพอใจของผู้บริโภคเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของกระบวนการทั้งหมด หากสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างครบถ้วนและรวดเร็ว ย่อมส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของสินค้าและความภักดีต่อแบรนด์

ตัวอย่าง Supply Chain ในธุรกิจ

1. ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

  • ผู้ผลิต: โรงงานผลิตอาหาร
  • ผู้จัดจำหน่าย: บริษัทกระจายสินค้าอาหาร
  • ผู้ค้าปลีก: ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ
  • ผู้บริโภค: ผู้ซื้อสินค้าทั่วไป

2. ธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์

  • ผู้ผลิต: ผู้ผลิตชิ้นส่วนและโรงงานประกอบรถยนต์
  • ผู้จัดจำหน่าย: ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์
  • ผู้ค้าปลีก: โชว์รูมรถยนต์
  • ผู้บริโภค: ผู้ซื้อรถยนต์

3. ธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ (E-commerce)

  • ผู้ผลิต: โรงงานผลิตสินค้า
  • ผู้จัดจำหน่าย: บริษัทโลจิสติกส์
  • ผู้ค้าปลีก: แพลตฟอร์มออนไลน์ เช่น Lazada, Shopee
  • ผู้บริโภค: ลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าผ่านออนไลน์

4. ธุรกิจเครื่องสำอาง

  • ผู้ผลิต: โรงงานผลิตเครื่องสำอาง
  • ผู้จัดจำหน่าย: ตัวแทนกระจายสินค้า
  • ผู้ค้าปลีก: ร้านเครื่องสำอาง ห้างสรรพสินค้า
  • ผู้บริโภค: ผู้ใช้ปลายทาง

ความสัมพันธ์ระหว่างโลจิสติกส์และซัพพลายเชน

โลจิสติกส์และซัพพลายเชนเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกัน แม้ว่าจะมีขอบเขตและหน้าที่แตกต่าง แต่ทั้งสองส่วนล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการส่งมอบสินค้าและบริการให้ถึงมือลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า ซัพพลายเชนมีขอบเขตที่กว้างกว่า ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การกระจายสินค้า ไปจนถึงบริการหลังการขาย ในขณะที่โลจิสติกส์เน้นกระบวนการขนส่ง การจัดเก็บ และการบริหารสินค้าคงคลัง

เทคโนโลยีสำหรับโลจิสติกส์ซัพพลายเชน

เทคโนโลยีสำหรับโลจิสติกส์ซัพพลายเชน

เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกระบวนการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลมีความแม่นยำ การดำเนินงานมีความรวดเร็ว และสามารถลดความผิดพลาดที่เกิดจากกระบวนการแบบดั้งเดิม การนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ในระบบงานต่างๆ ยังช่วยให้สามารถคาดการณ์แนวโน้มความต้องการของตลาดได้ดีขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ และลดต้นทุนในการดำเนินงาน

เทคโนโลยีติดตามการขนส่ง

เทคโนโลยีติดตามการขนส่งช่วยเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการโลจิสติกส์ ทำให้สามารถตรวจสอบสถานะของสินค้าได้แบบเรียลไทม์ ช่วยลดความเสี่ยงในการสูญหายของสินค้าและเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้า ตัวอย่างเทคโนโลยีที่นำมาใช้ได้แก่

  • ระบบ GPS เพื่อติดตามพิกัดของยานพาหนะ
  • ระบบ IoT (Internet of Things) สำหรับตรวจสอบสภาพสินค้า เช่น อุณหภูมิ ความชื้น
  • โปรแกรมจัดการขนส่ง

เทคโนโลยีจัดการคลังสินค้า WMS

ระบบจัดการคลังสินค้า เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยควบคุมและบริหารกระบวนการต่างๆ ภายในคลังสินค้าอย่างเป็นระบบ ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการจัดเก็บและหยิบสินค้า ลดเวลาการทำงาน และป้องกันข้อผิดพลาดจากการจัดการแบบ Manual โดยระบบ WMS โปรแกรมบริหารคลังสินค้า มีฟังก์ชันสำคัญดังนี้:

  • บริหารพื้นที่จัดเก็บสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
  • ระบบควบคุมการรับเข้า-จ่ายออกของสินค้า
  • ตรวจสอบปริมาณสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์
  • รองรับการวางแผนงานและคาดการณ์ความต้องการสินค้า

เทคโนโลยี RPA

RPA คือเทคโนโลยีที่ทำงานแทนมนุษย์ในกระบวนการทำงานที่มีลักษณะซ้ำๆ ทำตามขั้นตอนที่ชัดเจนและมีกฎเกณฑ์แน่นอน ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญภายใต้แนวคิดอุตสาหกรรม 4.0 การนำ RPA มาใช้ในงานโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ช่วยให้สามารถจัดการข้อมูลจำนวนมากได้อย่างแม่นยำ ลดเวลาการประมวลผล และลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของบุคลากร

ตัวอย่างการใช้เทคโนโลยี RPA ในซัพพลายเชนและโลจิสติกส์

Facebook
LinkedIn
x.com