โลจิสติกส์และซัพพลายเชนเป็นกระบวนการสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ดำเนินงานอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบ การผลิตสินค้า ไปจนถึงการส่งมอบผลิตภัณฑ์ถึงมือลูกค้า การบริหารจัดการที่ดี จะช่วยลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้า และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาด
โลจิสติกส์ (Logistics) คือกระบวนการวางแผน การดำเนินงาน และการควบคุมการเคลื่อนย้ายสินค้า รวมถึงวัตถุดิบ ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งการขนส่ง การจัดเก็บ และการบริหารสินค้าคงคลัง จุดมุ่งหมายคือการส่งมอบสินค้าให้ถูกต้อง ตรงเวลา และมีต้นทุนที่คุ้มค่า
หน้าที่หลักของโลจิสติกส์ประกอบด้วย 4 ส่วนหลักสำคัญ ได้แก่ การขนส่งสินค้า การจัดการคลังสินค้า การบริหารสินค้าคงคลัง และการจัดเตรียมสินค้า
การขนส่งสินค้าเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการโลจิสติกส์ การเลือกวิธีขนส่งที่เหมาะสมช่วยให้สินค้าถึงจุดหมายปลายทางได้ตรงเวลาและปลอดภัย โดยต้องคำนึงถึงประเภทของสินค้า ระยะทาง และต้นทุน ตัวเลือกการขนส่งที่ใช้บ่อย ได้แก่
การเลือกวิธีขนส่งที่เหมาะสม พร้อมจัดเตรียมเอกสารประกอบ เช่น Bill of Lading, Air Waybill และ Packing List อย่างถูกต้องและครบถ้วน จะช่วยให้การขนส่งเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และตรงตามกำหนดเวลา
การจัดการคลังสินค้า คือกระบวนการควบคุมและจัดเก็บสินค้าให้มีความเป็นระเบียบ พร้อมสำหรับการหยิบใช้งานหรือนำส่ง คลังสินค้าอัตโนมัติจะช่วยลดเวลาในการค้นหาสินค้า ลดความเสี่ยงของสินค้าชำรุดหรือสูญหาย รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พื้นที่
การควบคุมปริมาณสินค้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินความจำเป็น และไม่น้อยจนขาดสต็อก ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการจัดเก็บและเพิ่มกระแสเงินสด การใช้ระบบการคาดการณ์ความต้องการสินค้าช่วยให้สามารถวางแผนการสั่งซื้อและการผลิตได้อย่างแม่นยำ
กระบวนการจัดเตรียมสินค้าเน้นความถูกต้องและรวดเร็วในการคัดแยก บรรจุ และเตรียมสินค้าสำหรับการขนส่ง การดำเนินงานในส่วนนี้ต้องใช้ความรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าอยู่ในสภาพสมบูรณ์ และตรงตามคำสั่งซื้อ ลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง
ซัพพลายเชน (Supply Chain) หรือ ห่วงโซ่อุปทาน คือกระบวนการเชื่อมโยงกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิตสินค้า การจัดจำหน่าย จนถึงการส่งมอบสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการเหล่านี้ต้องมีการวางแผนและประสานงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถลดต้นทุน เพิ่มความเร็วในการตอบสนองต่อความต้องการของตลาด และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
ซัพพลายเชนประกอบด้วย ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้าปลีก และผู้บริโภค ซึ่งแต่ละฝ่ายมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนสินค้าและบริการตลอดกระบวนการ เมื่อทุกฝ่ายดำเนินงานอย่างสอดประสานและราบรื่น จะช่วยให้สินค้าและบริการสามารถเข้าสู่ตลาดได้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค
ผู้ผลิตเป็นจุดเริ่มต้นของซัพพลายเชน มีหน้าที่ผลิตสินค้าหรือแปรรูปวัตถุดิบให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป พร้อมสำหรับการจำหน่ายหรือส่งต่อไปยังผู้จัดจำหน่าย กระบวนการผลิตต้องเน้นคุณภาพ ความรวดเร็ว และต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
ผู้จัดจำหน่ายทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างผู้ผลิตและผู้ค้าปลีก มีบทบาทสำคัญในการกระจายสินค้าไปยังตลาดเป้าหมายอย่างรวดเร็วและทั่วถึง นอกจากนี้ยังมีหน้าที่บริหารสินค้าคงคลัง เพื่อให้สินค้ามีความพร้อมในการจัด ลดโอกาสขาดสต็อก
ผู้ค้าปลีกเป็นจุดที่สินค้าถูกนำเสนอให้แก่ผู้บริโภคโดยตรง มีหน้าที่นำเสนอสินค้าในรูปแบบที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย สร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า และจัดการช่องทางการขายอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในรูปแบบร้านค้าปลีกทั่วไปและช่องทางออนไลน์
ผู้บริโภคเป็นปลายทางของกระบวนการซัพพลายเชน ความพึงพอใจของผู้บริโภคเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของกระบวนการทั้งหมด หากสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างครบถ้วนและรวดเร็ว ย่อมส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของสินค้าและความภักดีต่อแบรนด์
โลจิสติกส์และซัพพลายเชนเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกัน แม้ว่าจะมีขอบเขตและหน้าที่แตกต่าง แต่ทั้งสองส่วนล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการส่งมอบสินค้าและบริการให้ถึงมือลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า ซัพพลายเชนมีขอบเขตที่กว้างกว่า ครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การกระจายสินค้า ไปจนถึงบริการหลังการขาย ในขณะที่โลจิสติกส์เน้นกระบวนการขนส่ง การจัดเก็บ และการบริหารสินค้าคงคลัง
เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับกระบวนการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ช่วยให้การบริหารจัดการข้อมูลมีความแม่นยำ การดำเนินงานมีความรวดเร็ว และสามารถลดความผิดพลาดที่เกิดจากกระบวนการแบบดั้งเดิม การนำเทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ในระบบงานต่างๆ ยังช่วยให้สามารถคาดการณ์แนวโน้มความต้องการของตลาดได้ดีขึ้น เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ และลดต้นทุนในการดำเนินงาน
เทคโนโลยีติดตามการขนส่งช่วยเพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการโลจิสติกส์ ทำให้สามารถตรวจสอบสถานะของสินค้าได้แบบเรียลไทม์ ช่วยลดความเสี่ยงในการสูญหายของสินค้าและเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้า ตัวอย่างเทคโนโลยีที่นำมาใช้ได้แก่
ระบบจัดการคลังสินค้า เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยควบคุมและบริหารกระบวนการต่างๆ ภายในคลังสินค้าอย่างเป็นระบบ ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการจัดเก็บและหยิบสินค้า ลดเวลาการทำงาน และป้องกันข้อผิดพลาดจากการจัดการแบบ Manual โดยระบบ WMS โปรแกรมบริหารคลังสินค้า มีฟังก์ชันสำคัญดังนี้:
RPA คือเทคโนโลยีที่ทำงานแทนมนุษย์ในกระบวนการทำงานที่มีลักษณะซ้ำๆ ทำตามขั้นตอนที่ชัดเจนและมีกฎเกณฑ์แน่นอน ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญภายใต้แนวคิดอุตสาหกรรม 4.0 การนำ RPA มาใช้ในงานโลจิสติกส์และซัพพลายเชน ช่วยให้สามารถจัดการข้อมูลจำนวนมากได้อย่างแม่นยำ ลดเวลาการประมวลผล และลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของบุคลากร