ในยุคที่การขนส่งและโลจิสติกส์เป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ระบบบริหารจัดการขนส่ง หรือ TMS (Transportation Management System) กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถจัดการกระบวนการขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การวางแผนการเดินทาง การควบคุมการดำเนินงาน ไปจนถึงการวิเคราะห์ต้นทุนและประเมินผลการจัดส่ง ระบบนี้ช่วยลดความซับซ้อนในกระบวนการจัดส่งสินค้า เพิ่มความแม่นยำ และตอบโจทย์ความต้องการของทั้งผู้ให้บริการและลูกค้า
TMS หรือ Transportation Management System คือระบบซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาเพื่อบริหารจัดการการขนส่งสินค้า ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง โดยรวมถึงการวางแผนเส้นทางการจัดส่ง การเลือกผู้ให้บริการขนส่ง การจัดการคำสั่งซื้อ การติดตามสถานะการจัดส่งแบบเรียลไทม์ ไปจนถึงการประเมินประสิทธิภาพการขนส่งในแต่ละครั้ง ระบบนี้ช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมต้นทุน ลดเวลาในการดำเนินงาน และปรับปรุงประสบการณ์ของลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง
โปรแกรมจัดการขนส่งมีหน้าที่หลักในการช่วยให้กระบวนการจัดส่งสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผน ควบคุมกระบวนการ ตรวจสอบ ไปจนถึงการประเมินผล โดยแบ่งออกเป็น 5 หน้าที่สำคัญ ดังนี้
TMS ยังมีบทบาทสำคัญในการจัดการเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็น ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษี หรือข้อมูลด้านภาษีศุลกากรในกรณีที่มีการขนส่งระหว่างประเทศ ระบบจะเก็บรวบรวมข้อมูล และจัดการเอกสารเหล่านี้ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล ทำให้ง่ายต่อการตรวจสอบย้อนหลัง
ระบบบริหารจัดการขนส่ง (TMS) สามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท โดยพิจารณาจากลักษณะการทำงาน วิธีการติดตั้ง และความเหมาะสมกับขนาดของธุรกิจแต่ละประเภท การเลือกใช้ระบบที่เหมาะสมไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุน แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพของระบบซัพพลายเชนโดยรวม ไม่ว่าจะเป็น Standalone TMS ที่เหมาะสำหรับองค์กรที่ต้องการระบบแยกใช้งานอิสระ Integrated TMS ที่เน้นการเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบอื่นในองค์กร Cloud-based TMS ซึ่งตอบโจทย์ความยืดหยุ่นในการเข้าถึง และ On-premises TMS ที่เน้นการควบคุมข้อมูลภายในองค์กรโดยตรง
Standalone TMS เป็นระบบบริหารจัดการขนส่งที่มุ่งเน้นการทำงานโดยไม่เชื่อมต่อกับระบบอื่น เช่น ERP หรือโปรแกรมบริหารคลังสินค้า จุดเด่นของระบบนี้ คือราคาประหยัด ติดตั้งและใช้งานง่าย เหมาะกับธุรกิจโลจิสติกส์ขนาดเล็กถึงขนาดกลางที่มีกระบวนการทำงานไม่ซับซ้อน ผู้ใช้สามารถกำหนดเส้นทาง จัดตารางการจัดส่ง และติดตามสถานะสินค้าได้ในระบบเดียว แต่ระบบอาจจะไม่ครอบคลุมเท่ากับ TMS ประเภทอื่น
Integrated TMS คือระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานร่วมกับระบบอื่นภายในองค์กร เช่น ระบบ ERP หรือระบบ WMS โดยมีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบต่างๆ อย่างเป็นระบบ เพื่อช่วยลดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูลซ้ำ เพิ่มความแม่นยำในการทำงาน และสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารด้วยข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน ระบบประเภทนี้เหมาะสำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ที่มีหลายแผนกต้องทำงานร่วมกัน และต้องใช้ข้อมูลที่เชื่อมโยงกันอย่างถูกต้อง
คือระบบบริหารจัดการขนส่งที่ทำงานผ่านระบบคลาวด์ โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งซอฟต์แวร์ลงบนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ภายในองค์กร ผู้ใช้สามารถเข้าถึงระบบได้จากทุกที่ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เนื่องจากเป็นระบบในรูปแบบ SaaS ซึ่งช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความคล่องตัวในการทำงาน ระบบนี้มักมาพร้อมฟีเจอร์สำคัญ เช่น การอัปเดตอัตโนมัติ การสำรองข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และมาตรการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐาน นอกจากนี้ยังสามารถทำงานร่วมกันได้แบบเรียลไทม์ ช่วยให้การบริหารจัดการขนส่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
On-premises TMS คือระบบบริหารจัดการขนส่งที่ติดตั้งและใช้งานภายในองค์กร โดยระบบจะทำงานบนเซิร์ฟเวอร์หรือฮาร์ดแวร์ เหมาะสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูล และต้องการควบคุมระบบไอที ระบบนี้มีความเสถียรสูง และสามารถปรับแต่งให้ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น อีกหนึ่งจุดเด่นคือไม่พึ่งพาการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จึงลดความเสี่ยงจากปัญหาสัญญาณไม่เสถียร On-premises TMS ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นค่อนข้างสูง และจำเป็นต้องมีทีมไอทีที่เชี่ยวชาญคอยดูแลระบบอย่างต่อเนื่อง
SAP Transportation Management
Oracle Transportation Management
Softdebut TMS
Zebra TMS
EzyLogistics
การทำงานร่วมกันระหว่าง RPA (Robotic Process Automation) กับระบบ TMS (Transportation Management System) ช่วยยกระดับกระบวนการทำงานของธุรกิจโลจิสติกส์ในยุคดิจิทัล โดย RPA ในงานโลจิสติกส์จะเข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับระบบ TMS เช่นการดึงและประมวลข้อมูลขนส่งจากหลายแหล่ง การสร้างเอกสารขนส่ง การอัปเดตสถานะการจัดส่ง หรือแม้แต่การส่งอีเมลแจ้งลูกค้าอัตโนมัติ ซึ่งเมื่อนำมารวมกับ TMS ที่ทำหน้าที่วางแผนและบริหารกระบวนการขนส่ง จะยิ่งช่วยลดภาระงาน เพิ่มความแม่นยำ และลดโอกาสการเกิดข้อผิดพลาดจากการทำงานแบบ Manual
ได้แน่นอน โดยเฉพาะเมื่อใช้ RPA เข้ามาช่วย เชื่อมระบบแบบไร้รอยต่อ: