เทคโนโลยีดิจิทัล

เทคโนโลยีดิจิทัล คืออะไร มีอะไรบ้าง? การใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันและธุรกิจ

เทคโนโลยีดิจิทัล คือ การนำระบบดิจิทัลมาใช้เก็บข้อมูล ประมวลผล และสื่อสาร แทนวิธีการแบบเดิมที่ใช้กระดาษหรือทำด้วยมือ ครอบคลุมตั้งแต่ซอฟต์แวร์ ระบบคลาวด์
ปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ในภาษาอังกฤษเรียกว่า Digital Technology

เทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงตัวช่วยเสริม แต่กลายเป็นหัวใจสำคัญของชีวิตประจำวันและการดำเนินธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม การนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มความเร็วในการทำงาน ลดต้นทุน ไปจนถึงการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า Digital Technology มีบทบาทในทุกจุดของกระบวนการธุรกิจเทคโนโลยี สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และวางรากฐานเพื่อความยั่งยืนในระยะยาวได้อย่างมั่นคง

ในบรรดาเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งหมด กลุ่มที่องค์กรไทยนำมาใช้ได้เร็วและเห็นผลชัดที่สุดคือระบบอัตโนมัติด้านซอฟต์แวร์ เริ่มทำความเข้าใจได้จาก RPA คืออะไร สำหรับงานทำซ้ำบนคอมพิวเตอร์ และ OCR คืออะไร สำหรับการแปลงเอกสารกระดาษเป็นข้อมูลดิจิทัล

สารบัญ

เทคโนโลยีคืออะไร

เทคโนโลยี คืออะไร

เทคโนโลยีคือเครื่องมือ วิธีการ หรือระบบที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้มนุษย์ทำงานได้ดีขึ้น รวดเร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม หรือการวิจัยเทคโนโลยี อาจอยู่ในรูปแบบของซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ หรือแม้แต่กระบวนการทำงานที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ ธุรกิจที่เข้าใจภาพรวมของเครื่องมือทันสมัยและสามารถประเมินศักยภาพของแต่ละประเภทได้อย่างแม่นยำ จะมีความพร้อมมากกว่าในการปรับใช้ให้สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กร

เทคโนโลยีมีอะไรบ้าง? 10 เทคโนโลยีที่ใช้ในชีวิตประจำวันและธุรกิจ

เทคโนโลยีที่เราใช้ทุกวันมีหลายด้าน ตั้งแต่ในมือถือไปจนถึงระบบหลังบ้านขององค์กร ด้านล่างคือ 10 เทคโนโลยีที่พบบ่อยที่สุด พร้อมตัวอย่างการใช้งาน

#เทคโนโลยีใช้ทำอะไรตัวอย่างใกล้ตัว
1ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Generative AIให้คอมพิวเตอร์วิเคราะห์ ตัดสินใจ และสร้างเนื้อหาแชตบอตตอบคำถาม ผู้ช่วยเขียนและสรุปเอกสาร
2AI Agentผู้ช่วย AI ที่ลงมือทำงานหลายขั้นตอนแทนคนค้นข้อมูลแล้วสรุปเป็นรายงาน นัดหมายให้เอง
3Cloud Computingเก็บข้อมูลและใช้โปรแกรมผ่านอินเทอร์เน็ตเก็บไฟล์ออนไลน์ ระบบบัญชีบนคลาวด์
4Internet of Things (IoT)เชื่อมอุปกรณ์และเซ็นเซอร์เข้ากับอินเทอร์เน็ตสมาร์ทโฮม เซ็นเซอร์วัดเครื่องจักรในโรงงาน
5RPA (ระบบอัตโนมัติด้วยซอฟต์แวร์)ให้บอททำงานซ้ำ ๆ บนคอมพิวเตอร์แทนคนคีย์ข้อมูล กระทบยอดบัญชี ออกรายงาน
6OCRอ่านข้อความจากรูปภาพและเอกสารสแกนสแกนใบเสร็จ อ่านบัตรประชาชน
7Big Data และ Data Analyticsรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากแนะนำสินค้าตามความสนใจ วิเคราะห์ยอดขาย
85G และเครือข่ายไร้สายรับส่งข้อมูลเร็วและหน่วงต่ำวิดีโอคอลคมชัด อุปกรณ์เชื่อมต่อจำนวนมาก
9การชำระเงินดิจิทัลจ่ายเงินผ่านมือถือโดยไม่ใช้เงินสดสแกน QR พร้อมเพย์ Mobile Banking
10ความปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity)ป้องกันข้อมูลและยืนยันตัวตนสแกนใบหน้า รหัส OTP

อ่านเจาะลึกแต่ละเรื่องได้ที่ AI, Cloud Computing, IoT, RPA คืออะไร และ OCR คืออะไร

ปัจจัยที่ควรพิจารณาใช้เทคโนโลยี

  • เทคโนโลยีนั้นสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักขององค์กรหรือไม่ เช่น ต้องการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ หรือขยายตลาด
  • ความเหมาะสมกับโครงสร้างองค์กร
  • ต้นทุนในการใช้งาน การบำรุงรักษา และการฝึกอบรม
  • รองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคตโดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบใหม่
  • ความปลอดภัยของข้อมูล โดยเฉพาะหากเกี่ยวกับข้อมูลลูกค้าหรือข้อมูลภายในองค์กร

ประเภทของ Technology

Technology สามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น Information Technology, Production Technology และ Communication Technology โดยแต่ละประเภทมีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจแตกต่างกันไป

ประเภทของ Technology

ระบบสารสนเทศ

ระบบที่ใช้สำหรับจัดเก็บ ประมวลผล และถ่ายโอนข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการวางแผนและการบริหารงานในองค์กรยุคใหม่ ตั้งแต่การใช้ระบบบัญชี โปรแกรม ERP ระบบ CRM ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก ระบบสารสนเทศช่วยให้ข้อมูลภายในองค์กรเป็นระเบียบ เชื่อมโยงกัน และนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เทคโนโลยีการผลิต

การนำเครื่องจักร ระบบอัตโนมัติ และการควบคุมแบบดิจิทัลมาใช้ในสายการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และรักษาคุณภาพสินค้าอย่างสม่ำเสมอ จากแนวคิด Industry 4.0 ไปจนถึงระบบ Smart Factory ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้องค์กรสามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้น และมีคุณภาพมากขึ้น แต่ใช้ทรัพยากรเท่าเดิมหรือน้อยลง

ระบบดิจิทัลช่วยให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ

การสื่อสารที่รวดเร็วและแม่นยำคืออีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จทางธุรกิจ ระบบดิจิทัลที่ช่วยในการสื่อสารครอบคลุมตั้งแต่ระบบอีเมล วิดีโอคอล ไปจนถึงแพลตฟอร์มการจัดการงานร่วมกันอย่าง Microsoft Teams หรือ Slack ปัจจุบันการทำงานร่วมกันแม้อยู่คนละสถานที่ก็สะดวกยิ่งขึ้น แม้แต่การทำงานแบบ Hybrid ก็กลายเป็นเรื่องง่าย การมีระบบการสื่อสารที่ดีจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อองค์กร

บทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัล

เทคโนโลยีดิจิทัลได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ การสื่อสารแบบเรียลไทม์กับใครก็ได้ทั่วโลก การเดินทางที่สะดวกขึ้นด้วยแอปพลิเคชันนำทาง หรือการทำงานที่สามารถจัดการจากที่ใดก็ได้ จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยี ไม่ได้แค่เปลี่ยนวิธีที่เราทำสิ่งต่างๆ แต่ยังพลิกโฉมวิถีชีวิตของเราไปโดยสิ้นเชิง

เทคโนโลยีกับการศึกษา

การเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรมได้ยกระดับระบบการศึกษาให้ก้าวข้ามข้อจำกัดของเวลาและสถานที่ แพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้จากทั่วโลกได้ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ AI ยังเริ่มเข้ามามีบทบาทในการแนะนำบทเรียนที่เหมาะสมตามศักยภาพของแต่ละคน การผสานนวัตกรรมกับกระบวนการเรียนรู้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีศักยภาพในอนาคต

เทคโนโลยียกระดับการศึกษา
การสื่อสารด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

การสื่อสารด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

การสื่อสารในยุคปัจจุบันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงแค่มีอินเทอร์เน็ตก็สามารถประสานงานหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ยกตัวอย่างเครื่องมือดิจิทัล เช่น แอปพลิเคชันส่งข้อความ วีดีโอคอล การประชุมออนไลน์ หรือระบบสื่อสารภายในองค์กร ล้วนมีบทบาทในการเชื่อมโยงผู้คนและข้อมูลเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบยังช่วยลดความคลาดเคลื่อนจากการสื่อสารผิดพลาด โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่หรือทีมงานที่กระจายตัวอยู่หลายประเทศ

ระบบดิจิทัลที่ช่วยการเดินทาง

ระบบดิจิทัลยกระดับวิธีการเดินทางในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เช่น ระบบแผนที่นำทางที่แม่นยำแบบเรียลไทม์ แอปพลิเคชันสำหรับเรียกรถ บริการแชร์ยานพาหนะ ไปจนถึงระบบจองตั๋วอัตโนมัติ ช่วยลดเวลาในการวางแผน เพิ่มความสะดวกในการเดินทาง และลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากข้อมูลไม่ครบถ้วน อีกทั้งยังมีการนำข้อมูล Big Data มาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาระบบขนส่งมวลชนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

ระบบดิจิทัลที่ช่วยเดินทาง
เทคโนโลยีดิจิทัลในธุรกิจ

เทคโนโลยีดิจิทัลในธุรกิจ

รูปแบบการทำงานในปัจจุบัน ไม่จำเป็นต้องจำกัดพนักงานไว้ที่สำนักงานอีกต่อไป การทำงานจากที่บ้าน หรือแบบผสมผสานกลายเป็นเรื่องปกติ ระบบการจัดการโปรเจกต์ออนไลน์ แพลตฟอร์มสำหรับประชุม และเครื่องมืออัตโนมัติต่างๆ ทำให้ทีมสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เทคโนโลยียังช่วยให้ผู้บริหารสามารถติดตามผลการทำงานได้แบบเรียลไทม์ ทำให้การตัดสินใจเป็นระบบมากขึ้น

RPA Automation

Robotic Process Automation (RPA) คือเทคโนโลยีที่ใช้ซอฟต์แวร์ “หุ่นยนต์ดิจิทัล” เข้ามาทำงานแทนมนุษย์ในระบบงานหลังบ้าน เช่น การตรวจสอบข้อมูล หรือการกรอกข้อมูล ช่วยให้พนักงานสามารถโฟกัสกับงานที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้ ปัจจุบัน RPA มักถูกพัฒนาและให้บริการในรูปแบบ SaaS (Software as a Service) ทำให้องค์กรสามารถเริ่มใช้งานได้รวดเร็ว โดยไม่ต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ การออกแบบโปรแกรม RPA ที่ดีจะช่วยให้งานมีความเสถียร ปลอดภัย และสามารถขยายการใช้งานได้ง่ายขึ้นเมื่อธุรกิจเติบโต

OCR

เทคโนโลยี OCR คือเทคโนโลยีที่สามารถแปลงข้อมูลจากกระดาษ หรือภาพถ่ายให้กลายเป็นข้อความที่พร้อมใช้งานต่อ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่มีเอกสารกระดาษจำนวนมาก เช่น ใบกำกับภาษี หรือสัญญา โปรแกรม OCR ช่วยลดเวลาในการจัดการเอกสารได้อย่างมาก

Cloud Computing

Cloud Computing ได้เปลี่ยนวิธีการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลไปอย่างสิ้นเชิง แทนที่องค์กรต้องลงทุนกับเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่หรือดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเอง Cloud และบริการในรูปแบบ SaaS (Software as a Service) ช่วยให้สามารถใช้งานซอฟต์แวร์ เข้าถึงข้อมูล และระบบงานได้จากทุกที่ ทุกเวลา บนอุปกรณ์ใดก็ได้ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

Internet of Things

Internet of Things หรือ IoT คือเครือข่ายของอุปกรณ์ต่างๆ ที่สามารถเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นเซ็นเซอร์ กล้องตรวจจับ หรือเครื่องมือควบคุมการผลิต การประยุกต์ใช้ IoT ในงานธุรกิจสามารถติดตามสถานะการทำงานของอุปกรณ์แบบเรียลไทม์ เพิ่มความสามารถในการวิเคราะห์และคาดการณ์ปัญหาก่อนเกิดขึ้นจริง

AI และ Machine Learning

ปัญญาประดิษฐ์ AI (Artificial Intelligence) เทคโนโลยีที่ทำให้เครื่องจักรหรือระบบคอมพิวเตอร์สามารถทำงานเลียนแบบความฉลาดของมนุษย์ ปัจจุบัน AI ไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงวิชาการอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นผู้ช่วยสำคัญในหลายองค์กร โดยเฉพาะเมื่อผสานกับ Machine Learning ซึ่งช่วยให้ระบบสามารถเรียนรู้จากข้อมูล ทำความเข้าใจพฤติกรรม และตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลในระดับหนึ่ง

ข้อดีและข้อเสีย

การทำความเข้าใจจุดเด่นและจุดด้อยของเครื่องมืออย่างรอบด้านเป็นปัจจัยสำคัญในการวางแผนกลยุทธ์และการตัดสินใจลงทุนในองค์กร เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาว

ข้อดีและข้อเสียของ Digital Technology

ข้อดีที่ได้จากการใช้งาน

  • ช่วยให้กระบวนการต่างๆ เป็นระบบอัตโนมัติ ลดเวลาทำงานซ้ำซ้อน และช่วยให้การจัดการมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น
  • แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้นในการลงทุน แต่เมื่อเทียบกับผลตอบแทนในด้านการลดแรงงานหรือข้อผิดพลาดแล้ว ยังสามารถคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว
  • ระบบการวิเคราะห์ข้อมูลช่วยให้ผู้นำองค์กรสามารถวางแผนและตัดสินใจได้จากข้อมูลจริงแบบเรียลไทม์
  • สามารถปรับตัวตามสถานการณ์หรือความต้องการของตลาดได้รวดเร็ว
  • องค์กรที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ก่อนมักได้เปรียบทั้งในด้านการตลาด การผลิต และภาพลักษณ์ด้านนวัตกรรม
  • จากระบบอัตโนมัติไปจนถึงการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค สามารถมอบประสบการณ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น
  • ช่วยให้องค์กรสามารถขยายไปสู่ตลาดใหม่หรือสร้างผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมี

ข้อเสียและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

  • ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูล เมื่อข้อมูลถูกเก็บในระบบดิจิทัล
    องค์กรต้องรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ที่ไม่เคยต้องกังวลในยุคกระดาษ
  • ต้นทุนและเวลาในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งค่าระบบ ค่าย้ายข้อมูลเดิม
    และช่วงที่ประสิทธิภาพลดลงระหว่างพนักงานเรียนรู้ระบบใหม่
  • การพึ่งพาระบบมากเกินไป เมื่อระบบล่มหรืออินเทอร์เน็ตขัดข้อง
    งานอาจหยุดทั้งองค์กรหากไม่มีแผนสำรอง
  • ช่องว่างทักษะของพนักงาน พนักงานที่คุ้นกับวิธีเดิมอาจต้องใช้เวลาปรับตัวนาน
    และบางส่วนอาจต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
  • เลือกเครื่องมือผิดตั้งแต่ต้น การลงทุนกับระบบที่ไม่ตรงกับปัญหาจริง
    ทำให้เสียทั้งเงินและความเชื่อมั่นของทีม

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้

  • องค์กรขนาดใหญ่ เช่น Microsoft Teams หรือ Slack เพื่อประสานงานข้ามทีม
  • ธุรกิจการเงินใช้งาน KYC และ RPA เพื่อจัดการกับกระบวนการอนุมัติสินเชื่อหรือตรวจสอบเอกสาร
  • บริษัทโลจิสติกส์ใช้ระบบ GPS เพื่อวางแผนเส้นทางขนส่ง ช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการเดินทาง
  • แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซใช้ API เชื่อมต่อระบบชำระเงินกับผู้ให้บริการภายนอก เพื่อให้ลูกค้าสามารถจ่ายเงินได้อย่างปลอดภัยและสะดวก

คำถามที่พบบ่อย

เทคโนโลยีดิจิทัล คือ การนำระบบดิจิทัลมาใช้เก็บข้อมูล ประมวลผล และสื่อสารแทนวิธีเดิมที่ใช้กระดาษหรือทำด้วยมือ ครอบคลุมตั้งแต่ซอฟต์แวร์ ระบบคลาวด์
ปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ภาษาอังกฤษเรียกว่า Digital Technology จุดต่างจากเทคโนโลยีทั่วไปคือข้อมูลทุกอย่างถูกแปลงเป็น
รูปแบบดิจิทัลที่ประมวลผลและส่งต่อได้ทันที

เทคโนโลยีที่ใช้มากในปี 2026 ได้แก่ AI และ Generative AI, AI Agent, Cloud Computing, IoT, RPA, OCR, Big Data, 5G, การชำระเงินดิจิทัล และ Cybersecurity ซึ่งพบได้ทั้งในชีวิตประจำวันและในองค์กร

ถ้าแบ่งตามการใช้งาน มี 3 กลุ่มหลัก คือ เทคโนโลยีสารสนเทศ (เก็บและประมวลผลข้อมูล) เทคโนโลยีการผลิต (เครื่องจักรและระบบอัตโนมัติในโรงงาน) และเทคโนโลยีการสื่อสาร (เครือข่าย อีเมล วิดีโอคอล)

เช่น ใช้แอปนำทางดูสภาพจราจร สแกน QR จ่ายเงิน สั่งอาหารแล้วติดตามไรเดอร์ เรียนออนไลน์ และใช้ AI ช่วยสรุปข้อมูล ส่วนในที่ทำงานคือการเก็บไฟล์บนคลาวด์ ประชุมออนไลน์ และให้ระบบอัตโนมัติทำงานเอกสารแทนคน

เทคโนโลยี คือ คำกว้างที่หมายถึงเครื่องมือ วิธีการ หรือระบบใดก็ตามที่ช่วยให้ มนุษย์ทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งรวมถึงเครื่องจักรกลและกระบวนการที่ไม่เกี่ยวกับ
คอมพิวเตอร์ด้วย ส่วนเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นกลุ่มย่อยที่ทำงานบนข้อมูลดิจิทัลโดยเฉพาะ เช่น ซอฟต์แวร์ ระบบคลาวด์ และ AI

เทคโนโลยีดิจิทัลที่องค์กรไทยใช้มากที่สุด ได้แก่ RPA สำหรับงานซ้ำ ๆ บนคอมพิวเตอร์ OCR สำหรับแปลงเอกสารกระดาษเป็นข้อมูลดิจิทัล Cloud Computing สำหรับเก็บข้อมูลและใช้ซอฟต์แวร์ผ่านอินเทอร์เน็ต IoT สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์และ AI กับ Machine Learning สำหรับวิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจ

ช่วยได้ 3 ทางหลัก คือ ลดเวลาและต้นทุนจากงานซ้ำซ้อน เช่น การคีย์ข้อมูลและจัดการเอกสาร ทำให้ผู้บริหารเห็นข้อมูลจริงแบบเรียลไทม์เพื่อตัดสินใจได้เร็วขึ้น
และทำให้ทีมทำงานร่วมกันได้แม้อยู่คนละสถานที่ องค์กรส่วนใหญ่เริ่มเห็นผลชัดที่สุดจากการนำระบบอัตโนมัติมาใช้กับงานเอกสารและงานบัญชีก่อน

ระบบจะเข้ามาช่วยงานในองค์กรที่มีลักษณะซ้ำ ๆ ได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าพนักงาน ส่งผลให้งานบางประเภทถูกแทนที่ เช่น งานด้านเอกสาร หรืองานผลิตที่ต้องผลิตซ้ำ ๆ แต่ขณะเดียวกันก็เกิดอาชีพใหม่ ๆ เช่น การวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาแอปพลิเคชัน และการดูแลระบบไซเบอร์

  • การเลือกใช้ต้องประเมินถึงเป้าหมายขององค์กร
  • ความคุ้มค่าในการลงทุน
  • ต้นทุนการดูแลรักษาในระยะยาว
  • คำนึงถึงความง่ายในการนำไปใช้งานจริงของพนักงาน
  • ความปลอดภัยของข้อมูล
  • ศักยภาพในการขยายต่อยอด

ได้เปลี่ยนรูปแบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการเรียนออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ การใช้ Learning Management System (LMS) ช่วยติดตามการเรียนรู้ของนักเรียน การนำ Virtual Reality มาช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ ข้อดีคือนักเรียนสามารถเข้าถึงความรู้ได้จากทุกที่ทุกเวลา หรือสถานศึกษาใช้ e-Signature เซ็นรับรองผลการเรียน และหัวหน้าฝ่ายวิชาการเซ็นอนุมัติ

Facebook
LinkedIn
x.com